หมอดูไทย สังคมออนไลน์ของหมอดูแม่นๆ
มกราคม 12th, 2010 at 00:41

สภาพการเกี่ยวกับการใช้วิทยุสื่อสารของอาสาสมัคร

การใช้วิทยุสื่อสารนั้นมีการใช้กันค่อนข้างแพร่หลาย ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ และ ภาคเอกชน รวมไปถึงประชาชนในฐานะนักวิทยุสมัครเล่น และ อาสาสมัครกู้ภัย อันที่จริงในแง่ของการใช้วิทยุสมัครเล่นนั้น ค่อนข้างเสี่ยงต่อกฎหมายเป็นอย่างมาก จึงมีรูปแบบการใช้ที่มีกฏเกณฑ์และระเบียบในการใช้ดังนี้

กฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคม
2.1 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
“เครื่องวิทยุคมนาคม” หมายความว่า เครื่องส่งวิทยุคมนาคม เครื่องรับวิทยุคมนาคม หรือเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคม เครื่องรับหรือเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมด้วยคลื่นแฮรตเซียนตามลักษณะหรือประเภทที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อประโยชน์ในการควบคุมการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมให้ถือว่าอุปกรณ์ใด ๆ ของเครื่องวิทยุคมนาคมตามที่กำหนดในกฎกระทรวงเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมด้วย
มาตรา 6 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าส่งเครื่องวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ฯลฯ
มาตรา 11 ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานีวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ฯลฯ
มาตรา 23 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 11 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 26 ผู้ใดจงใจกระทำให้เกิดการรบกวน หรือขัดขวางต่อการส่งหรือรับวิทยุคมนาคมมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำฯลฯ2.2  ระเบียบกรมไปรษณีย์โทรเลขว่าด้วยการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ (SYNTHESIZER) ของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ2.2.1  เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ เครื่องรับ – ส่งวิทยุในปัจจุบันส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีสังเคราะห์ความถี่ วงจรที่ทำหน้าที่สังเคราะห์ความถี่เรียกว่า “(SYNTHESIZER)” ซึ่งกรมไปรษณีย์โทรเลขได้แบ่งประเภทเครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ ความถี่ของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจไว้ 2 ประเภท คือ
1)  เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ประเภท  1  หมายถึง เครื่องวิทยุคมนาคม ผู้ใช้งานสามารถตั้งความถี่วิทยุได้เองจากภายนอกเครื่องวิทยุคมนาคม
2)  เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ประเภท  2  หมายถึง เครื่องวิทยุคมนาคม ผู้ใช้งานไม่สามารถตั้งความถี่วิทยุได้เองจากภายนอกเครื่องวิทยุคมนาคม แต่สามารถตั้งความถี่วิทยุด้วยเครื่องความถี่วิทยุ (PROGRAMMER) หรือโดยวิธีอื่น ๆ
2.2.2  บุคคลที่จะใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ต้องมีฐานะ
1)  เป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำของหน่วยงานหรือมาช่วยราชการ
2)  เป็นบุคคลธรรมดาที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมใช้ความถี่วิทยุ
3)  เป็นบุคคลฯ ที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมใช้ความถี่วิทยุฯ
4)  ต้องไม่เป็นผู้มีพฤติกรรมเป็นที่เสียหายหรือเป็นภัยต่อสังคมหรือความมั่นคงของชาติ
5)  ต้องผ่านการฝึกอบรมการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่
6)  ต้องผ่านการฝึกอบรมการรักษาความปลอดภัย เกี่ยวกับการสื่อสาร พ.ศ. 2525
7)  ต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน ว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องวิทยุฯ

2.2.3  หลักปฏิบัติในการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่
1) ให้ใช้เฉพาะความถี่วิทยุที่ได้รับอนุญาต การใช้ความถี่วิทยุนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต เจ้าของความถี่วิทยุต้องอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรและเสนอให้กรมไปรษณีย์โทรเลขอนุมัติ
2) การพกพาเครื่องวิทยุคมนาคมไปใช้งานนอกที่ตั้งหน่วยงาน จะต้องพกพาไปเพื่อการปฏิบัติราชการเท่านั้น และพกพาในลักษณะที่เหมาะสม
3)  ผู้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมต้องมีบัตรประชาชนตัวผู้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคม และบัตรประจำเครื่องวิทยุคมนาคมสำหรับแสดงต่อเจ้าพนักงานเมื่อถูกตรวจค้นในกรณีเครื่องวิทยุคมนาคมส่วนตัว  ผู้ใช้จะต้องแสดงใบอนุญาตต่อ      เจ้าพนักงานเมื่อถูกตรวจค้น

ดังนั้น การศึกษากฎหมายนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การใช้วิทยุสื่อสารอยู่ในขอบเขตที่ถูกต้อง และมีการใช้ที่อยู่ในกฎเกณฑ์ที่กำหนด จึงมีหลักการใช้คร่าวๆตามนี้
หลักปฏิบัติในการติดต่อสื่อสาร
การเตรียมการก่อนการเรียกขาน
1. ต้องจดบันทึกหรือเตรียมข้อความที่จะพูดไว้ก่อน เพื่อความรวดเร็ว การทวงถามถูกต้อง และเป็นหลักฐานในการติดต่อของสถานีตนเองอีกด้วย
2. ข้อความที่จะพูดทางวิทยุ ต้องสั้น กะทัดรัด ชัดเจน และได้ใจความ
3. ก่อนพูดต้องฟังก่อนว่าข่ายสื่อสารนั้นว่างหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่เกิดการรบกวนการทำงานของสถานีอื่น โดยต้องใช้นามเรียกขานที่กำหนดให้เท่านั้น
4. ตรวจสอบนามเรียกขานของหน่วยงานหรือบุคคลที่จะต้องทำการติดต่อสื่อสารก่อน

5. การเรียกขานหรือการตอบการเรียก ต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติของข่ายสื่อสารการเรียกขาน
การเรียกขานต้องครบองค์ประกอบ ดังนี้
- “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่ถูกเรียก
- “จาก”
- “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่เรียก
- “เปลี่ยน”
การตอบรับการเรียกขาน
การตอบในการเรียกขาน ครั้งแรกต้องตอบแบบเต็ม  ซึ่งประกอบด้วย
ก.  “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่เรียก
ข.  “จาก”
ค.  “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่ถูกเรียก
ง.  “เปลี่ยน”     

การรับ / แจ้งเหตุฉุกเฉิน
1. เมื่อพบเหตุหรือต้องการความช่วยเหลือให้แจ้งศูนย์ฯ ที่สังกัดหรือสัญญาณ ที่สามารถติดต่อสื่อสารได้
2. เตรียมรายละเอียด (ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร) ของเหตุเพื่อจะได้แจ้งได้ทันที
3. เมื่อแจ้งเหตุแล้วควรเปิดเครื่องรับ – ส่งวิทยุให้พร้อมไว้เพื่อจะได้ฟังการติดต่อประสานงาน รายละเอียดเพิ่มเติม
4. เมื่อแจ้งเหตุแล้วควรรายงานผลคืบหน้าในการประสานงานเป็นระยะ
5. เมื่อมีผู้แจ้งเหตุแล้วไม่ควรสอดแทรกเข้าไป ควรฟังอย่างสงบเพื่อมิให้เกิดการรบกวนและความสับสน

บทบาทการรับ แจ้งเหตุฉุกเฉินของอาสาสมัครนั้น ก็อยู่ในขอบข่ายเดียวกับที่กล่าวไว้ข้างต้น เรื่องจากอาสาสมัครกู้ภัยจำต้องพกวิทยุสื่อสารเพื่อคอยฟังเหตุฉุกเฉิน และช่วยเหลือได้ทันทีท่วงที ดังนั้น จึงมีบทบาทต่างๆของการใช้วิทยุสื่อสารของอาสาสมัครอีกมากมาย โดยจะมีการใช้งานในย่านความถี่ที่นิยมอย่าองแบบคือ
-วิทยุสื่อสารย่านความถี่ 144-146 Mhz. ย่านความถี่วิทยุสมัครเล่น ได้รับความนิยมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ มีการรวมตัวเป็นกลุ่ม ชมรม อยู่แทบทุกจังหวัด ผู้มีสิทธิ์ใช้ต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตั้งในรถยนต์ได้โดยการติดตั้งสายอากาศนอก เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับ-ส่งสูง เช่น 40-50 กม.บางครั้งอาจจะติดต่อได้ข้ามจังหวัดเลยทีเดียว ตัวเครื่องขนาดพกพา (Handy) ในรูป สามารถรับส่งระหว่างเครื่องได้ 1 ถึง 7-8 กม.โดยประมาณ แล้วแต่สภาพพื้นที่

-วิทยุสื่อสารความถี่ 245 Mhz. เครื่องสีแดง เป็นความถี่ที่ได้รับความนิยมรองลงมา จัดเป็นความถี่ประชาชน (CB-Citizen Band) ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตเหมือนกับย่าน 144-146 Mhz. แต่เครื่องที่ใช้ต้องถูกกฎหมาย ย่านความถี่นี้กำลังได้รับความนิยมทั่วไปในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพราะบุคคลทั่วไปสามารถซื้อหามาใช้ได้ สภาพสวย ความแรงของสัญญาณสูงรับ-ส่งได้ไกล 1-10 กม.(แล้วแต่พื้นที่) สามารถติดตั้งในรถยนต์ได้ โดยใช้สายอากาศเพิ่มเติม เพิ่มขีดความสามารถในการรับส่งได้หลายสิบกิโลเมตร

ทั้งนี้การใช้งานวิทยุสื่อสารของอาสาสมัครกู้ภัยจะมีการใช้วิทยุสื่อสารทั้งเครื่องแดงและเครื่องดำ กล่าวคือ การใช้เครื่องแดงโดยทั่วไปของอาสาสมัครนั้น จะใช้เพื่อรับแจ้งเหตุจากประชาชนทั่วไป หรือกับนักวิทยุทั่วไป ส่วนเครื่องดำนั้นจะไว้ใช้ ประสานงานกับหน่วยราชการต่างๆ เช่นตำรวจ หรือรพ.รัฐ แต่มีข้อจำกัดคือสำหรับอาสาที่ไม่ใช่นักวิทยุสัมครเล่นจำต้องใช้ในเขตที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น

ช่องความถี่ CB 245 หน่วยกู้ภัย – กู้ชีพ

Posted Sat, 04/04/2009 – 23:48

กรุงเทพมหานคร
ช่อง 02 ศูนย์ฉิมพลี
ช่อง 03 กู้ภัย สน.พลโยธิน
ช่อง 09 ศูนย์ VR จราจร
ช่อง 10 ศูนย์กู้ชีพบูรณะ
ช่อง 12 ศูนย์วิทยุมีนบุรี
ช่อง 16 ศูนย์กู้ชีพพิรุณ
ช่อง 36 ศูนย์ร่วมด้วยช่วยกัน
ช่อง 39 ศูนย์ชาลีกรุงเทพฯ
ช่อง 47 ศูนย์แจ้งข่าวดอนเมือง
ช่อง 49 ศูนย์พญาอินทรีย์ , ศูนย์กู้ชีพศรีวิชัย 3
ช่อง 50 ศูนย์กู้ชีพศรีวิชัย 1
ช่อง 51 ศูนย์กู้ชีพศรีวิชัย 2
ช่อง 52 ศูนย์กู้ชีพวิภาวดี
ช่อง 54 ศูนย์วิทยุพระราม 2
ช่อง 77 โทน 7 ศูนย์เหี่ยยวเวหา
ช่อง 79 ศูนย์วิทยุ R-Com
ช่อง 80 ศูนย์วิทยุพระราม 9

สมุทรสาคร
ช่อง 69 ศูนย์กู้ชีพมหาชัย 2

ปทุมธานี
ช่อง 57 นวนคร
ช่อง 65 นวนคร
ช่อง 73 มูลนิธิร่วมกตัญญู ปทุมธานี
ช่อง 80 มูลนิธิ ป่อ เต็ก ตึ๊ง จุดโยธิน ปทุมธานี

เพชรบุรี
ช่อง 40 ศูนย์ตะวัน
ช่อง 35 โทน 7 เหี่ยยวเวหาเพชรบุรี

ลำปาง
ช่อง 11 สมาคมอาสาสมัครกู้ภัยลำปาง
ช่อง 12 ศูนย์ไตรรงค์
ช่อง 39 กลุ่มพันธมิตร ลำปาง

ภูเก็ต
ช่อง 09 โรงพยาบาลศิริโรจน์
ช่อง 39 กู้ภัยนาคา
ช่อง 77 โทน 7 เหี่ยยวเวหา ภูเก็ต

นครราชสีมา
ช่อง 01 มูลนิธิพุทธธรรม ฮุก31
ช่อง 18 ศูนย์กู้ชีพมหาราช

สิงห์บุรี
ช่อง 33 มูลนิธิร่วมกตัญญู สิงห์บุรี

สมุทรปราการ
ช่อง 40 ศูนย์กู้ชีพเพชรสมุทร

เชียงราย
ช่อง 55 มูลนิธิพุทธญาณร่วมกุศลสงเคราะห์เชียงราย

เชียงใหม่
ช่อง 04 กู้ภัยหยาดฟ้า
ช่อง 09 กู้ภัยพิงค์นคร อปพร.เชียงใหม่
ช่อง 69 กู้ภัยวิหกสายฟ้า
ช่อง 71 กู้ภัยสันกำแพง
ช่อง45 ศูนย์แจ้งข่าว จังหวัดเชียงใหม่
ช่อง48 ศูนย์วิทยุสปางค์เชียงใหม่
ช่อง79 ชมรมวิทยุcb ภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่
ช่อง59 ศูนย์กู้ชีพเวียงพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่

แพร่
ช่อง 51 ศูนย์นาคราช
ช่อง 32 กู้ภัยแพร่

สุราษฏร์ธานี
ช่อง 69 กู้ชีพเกาะสมุย

บุรีรัมย์
ช่อง 41 กู้ภัยพุทไธสง

พิษณุโลก
ช่อง 23 ศูนย์กู้ชีพอินเตอร์
ช่อง 40 ศูนย์กู้ภัยบูรพา
ช่อง 62 กู้ภัยพิษณุโลก
ช่อง 66 สมาคมกู้ภัยข่าวภาพ

ราชบุรี
ช่อง 04 มูลนิธิสาธารณะกุศลสถาน กู้ภัยสว่างราชบุรี

ประจวบฯ
ช่อง 17 อ.บางสะพาน

อยุธยา
ช่อง 35 สมาคมอยุธยารวมใจ กู้ภัยอยุธยา

กาฬสินธุ์
ช่อง19 กู้ภัยเมืองกาฬสินธุ์

เพชรบูรณ์
ช่อง 60 มูลนิธิร่มโพธิเพชรบูรณ์
ช่อง 39 มูลนิธิสว่างเพชรบูรและกาฬสินธุ์

ดังนั้น การทำงานของอาสากู้ภัย จึงจำต้องพึ่งพาวิทยุสื่อสาร อีกทั้งการใช้วิทยุสื่อสารจำต้องมีใบอนุญาตของกทช. เพื่ออกใบอนุญาตวิทยุสมัครเล่นด้วย เนื่องจาก การพกพาวิทยุสื่อสารโดยไมได้รับอนุญาตก็ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงได้ หากเมื่อมีการตรวจพบ เพราะเป็นเครื่องมือที่หน่วยงานราชการไว้ใช้เพื่อสื่อสารกัน

ซึ่งในเขตกรุงเทพจะมีศูนย์วิทยุต่างๆคอยรับแจ้งเหตุ เช่น เขตพระโขนง โดยเรียกขานได้ที่ช่อง 80และ36 หรือแม้แต่เขตพระรามเก้า ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งบางหน่วยงานก็ได้มีการสนับสนุนตรงจดนี้เช่น CAT ที่ได้สนับสนุน โดยยกเว้นค่าบริการรายเดือนแก่สมาคม3ปี ด้วยกัน โดยการสื่อสารด้วยระบบวิทยุแบบ Trunked mobile ซึ่งจะต่างจากแบบ VHF ที่มีข้อจำกัดในการประสานงานแต่ละเครือข่าย

จะเห็นได้ว่า อาสากู้ภัยนั้น มีบทบาทต่อสังคมไทยพอควร เพราะเมื่อมีเหตุด่วนหรือเหตุร้ายก็สามารถแจ้งวิทยุสื่อสาร เพื่อกระจายเหตุด่วนสำหรับผู้ที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้นเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้ทันท่วงที อีกทั้งยังมีบทบาทในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจและภาคโรงพยาบาลรัฐอื่นๆอีกด้วย




ธันวาคม 20th, 2009 at 16:16

เข้าตามลิ้งค์ได้เลยครับ เหมาะสำหรับการสแกนไวรัส เครื่องแสกนในคอมไม่อัพเดทรุ่น แสกนแล้วไม่เจอแนะนำใช้ตัวนี้เลย

http://virusscan.jotti.org/en

http://home.mcafee.com/Downloads/FreeScan.aspx

http://www.pandasecurity.com/homeusers/solutions/activescan/

http://www.trojanscan.com/

http://www.bitdefender.com/scanner/online/free.html

http://www.emsisoft.com/en/software/ax/

http://www.kaspersky.com/virusscanner




ธันวาคม 20th, 2009 at 16:13

How to Web

การพัฒนาเว็บ

1)       ใช้ภาษาHTML โดยใส่คำสั่งได้ตามต้องการ ซึ่งไม่เหมาะสำหรับผู้พัฒนาในระดับต้น

2)       ใช้โปรแกรมในการช่วยลงรหัส HTML

3)       ใช้โปรแกรมสร้างเอกสารเว็บ  ซึ่งไม่ต้องศึกษา HTML เท่าไร

ขั้นตอนการพัฒนาเว็บ

1)       วางแผนกำหนดหัวข้อ และเนื้อหาที่จะนำเสนอ

2)       กำหนดชื่อไฟล์ ของเอกสารเว็บ

3)       สร้างโฟเดอร์เฉพาะสำหรับเอกสารเว็บแต่ละชุด/เรื่อง สามารถสร้างโฟเดอร์ย่อยได้

4)       จัดหาภาพหรือสร้างภาพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา  ซึ่งต้องเก็บไว้ในโฟเดอร์ที่สร้างตามข้อ3

5)       สร้างเอกสารเว็บ โดยลงรหัส HTML หรือใช้โปรแกรมช่วย

6)       ส่งข้อมูลขึ้นแม่ข่าย

7)       ตรวจสอบผลการเรียกดูจากเครื่องแม่ข่าย

————————————————————————————

ทำอย่างไรให้เว็บดังกับกฏ 23 ข้อ
เป็นกฎง่ายๆ ที่บางครั้งเหมือนเส้นผมบังภูเขา ทำตามได้ไม่ยาก เพื่อให้เว็บไซต์เป็นที่ดึงดูดของผู้ใช้มากที่สุด

กฎ 23 ข้อดังต่อไปนี้ เป็นการวิจัยของ 3 สถาบัน ได้แก่ The Poynter Institute, the Estlow Center for Journalism & New Media, และ Eyetools ภายใต้โครงการ “The Eyetrack III” ซึ่งศึกษาถึงกลยุทธ์การออกแบบเว็บไซต์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ให้มากที่สุด

1. ตัวอักษรดึงดูดความสนใจได้เร็วกว่าภาพหรือกราฟฟิค

2. จุดแรกที่สายตามองคือ มุมซ้ายบนของหน้าเว็บ

3. ผู้ใช้จะมองไปที่มุมซ้ายบนของเว็บไซต์ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาลงมาด้านล่างขวาเรื่อยๆ

4. ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สนใจมองแบนเนอร์โฆษณา

5. รูปแบบเว็บไซต์และตัวอักษรที่มีสีสันสะดุดตา มักไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้

6. แสดงข้อมูลเป็นตัวเลข จะดึงดูดสายตามากกว่าเขียนเป็นตัวอักษร

7. ขนาดตัวอักษรมีผลต่อพฤติกรรมการใช้เว็บ โดยตัวอักษรเล็กๆ จะทำให้คนอ่านอย่างละเอียด ขณะที่ตัวอักษรใหญ่ ทำให้คนมองเป็นอันดับแรก

8. คนส่วนใหญ่อ่านพาดหัวรอง ในกรณีที่น่าสนใจจริงๆ

9. คนมักจะอ่านส่วนล่างของหน้าเว็บแบบผ่านๆ

10. ประโยคหรือย่อหน้าสั้นๆ ดึงดูดความสนใจของคนอ่านมากกว่า

11. รูปแบบเว็บไซต์ที่มีแถวแนวตั้งแถวเดียว ดึงดูดสายตามากกว่าหลายแถว

12. แบนเนอร์โฆษณาที่อยู่บริเวณบนสุดและซ้ายสุด จะดึงดูดสายตามากที่สุด

13. การวางโฆษณาใกล้กับคอนเทนท์ที่ดีที่สุด จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้ค่อนข้างมาก

14. โฆษณาแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากกว่าโฆษณาแบบภาพหรือกราฟฟิค

15. ภาพยิ่งใหญ่ ยิ่งดึงดูดความสนใจได้มาก

16. ภาพที่ชัด ดูง่าย และถ่ายบุคคลจริงๆ จะได้รับความสนใจจากคนดู มากกว่าภาพประเภทดีไซน์จัดๆ ภาพนามธรรม (abstract) หรือภาพนายแบบ-นางแบบ

17. หน้าเว็บไซต์ก็เหมือนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้น พาดหัวจะได้รับความสนใจมากที่สุด

18. คนส่วนใหญ่มักจะสนใจหัวข้อและเมนูต่างๆ ในเว็บไซต์

19. ถ้ามีบทความยาวๆ ในเว็บไซต์หรือบล็อก หากแยกเนื้อหาออกเป็นข้อๆ จะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากขึ้น

20. ผู้ใช้มักจะไม่อ่านบทความที่ติดกันยาวๆ หลายบรรทัด ดังนั้น ถ้าบทความยาวมาก ควรแตกเป็นย่อหน้าย่อยๆ

21. การดึงความสนใจของคนให้อ่านบทความให้มากและนานที่สุด คือการใช้รูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างกันไป เช่น ตัวหนา ตัวใหญ่ ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ หรือตัวอักษรสีต่างๆ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะทำให้ผู้อ่านหมดความสนใจเช่นกัน

22. เว้นที่ว่างบนหน้าเว็บบ้างก็ดี ไม่ต้องใส่ข้อมูลหรือภาพบนทุกอณูของเว็บก็ได้

23. ปุ่ม navigation ควรวางไว้บนสุดของหน้าเว็บ เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ได้ง่ายที่สุด

—————————————————————————–

เริ่มต้นทำเว็บอย่างไรให้ดัง ????

Tags:




ธันวาคม 20th, 2009 at 16:13

บทที่ 11 จริยธรรมและความปลอดภัย

จริยธรรมกับสังคมยุคสารสนเทศ

1)       ความเป็นส่วนตัว
หมายถึง สิทธิส่วนบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรที่จะคงไว้ซึ่งสารสนเทศที่มิอยู่นั้น เพื่อตัดสินใจได้ว่าจะสามารถเปิดเผยให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ต่อหรือเผยแพร่ได้หรือไม่

2)       ความถูกต้องแม่นยำ
ควรเป็นข้อมูลที่มีการกรองแล้ว และตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อผู้ใช้งาน

3)       ความเป็นเจ้าของ
สังคมยุคสารสนเทศมีการเผยแพร่ข้อมูลอย่างง่ายดาย มีเครื่องมือและอุปกรณ์สนับสนุนมากขึ้น

4)       การเข้าถึงข้อมูล
ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลระบบจะเป็นผู้ที่กำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์

1)       Hacker
เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย โดยเจตนาแล้วไมได้มีความมุ่งร้ายต่อข้อมูลแต่อย่างใด

2)       Cracker
เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเช่นเดียวกับแฮกเกอร์ มีความมุ่งทำลายหรือลักลอบนำข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้นไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือทำลายทิ้ง

3)       Script Kiddy
อาศัยโปรแกรมหรือเครื่องมือบางอย่างที่หามาได้ โดยการขโมยมา หรือการใช้โปรแกรมก่อกวนอย่างง่าย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถือว่าได้กำเนิดมากขึ้นอย่างทวีคูณ

การก่อกวนระบบด้วยโปรแกรมประสงค์ร้าย

1)       Computer Virus
แพร่กระจายโดยอาศัยคนกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งกับพาหะที่โปรแกรมไวรัสนั้นแฝงตัวอยู่

2)       Worm
จะทำลายระบบทรัพยากรคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพลดลงและไม่อาจทำงานต่อไปได้

3)       Trojan horses
ทำงานโดยอาศัยการฝังตัวอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น และจะไม่มีการเผยแพร่กระจายตัวแต่อย่างใด ซึ่งจะถูกควบคุมการทำงานจากระยะไกลของผู้ไม่ประสงค์ดี

ระบบ Spyware

เป็นโปรแกรมประเภทสะกดรอยข้อมูลไม่มีความร้ายแรงต่อคอมพิวเตอร์แต่จะทำให้เกิดความน่ารำคาญ

ระบบ Spam mail

คือ รูปแบบของจดหมายอิเลคทรอนิกส์ที่ผู้รับไม่ต้องการอ่าน โดยจะส่งอีเมลล์แบบหว่านแห ไปถึงผู้รับจำนวนมาก

การ Phishing

เป็นการหลอกลวงไปยังกลุ่มสมาชิกตามที่ต่างๆ เพื่อขอข้อมูลบางอย่างที่จำเป็น เช่น เลขบัตรเครดิต โดยใช้คำกล่าวอ้างต่างๆ เพื่อให้เหยื่อตายใจ

การรักษาความปลอกภัยบนคอมพิวเตอร์

1)      การติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส

2)      การใช้ระบบไฟร์วอลล์

3)      การเข้าถึงรหัสข้อมูล

4)      การสำรองข้อมูล




ธันวาคม 20th, 2009 at 16:12

บทที่ 10  พาณิชย์อิเลคทรอนิกส์

E-Commerce เป็นรูปแบบการทำธุรกรรมซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน สินค้า หรือบริการต่างๆ ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผ่านช่องทางการจำหน่ายด้วยระบบ Computer

วิวัฒนาการของพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์

1)     ยุคการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ (EDI ) นิยมใช้น้อยเพราะมีค่าใช้จ่ายสูง

2)     ยุคพณิชย์อิเลคทรอนิกส์ เป็นยุคที่เข้าถึงการซื้อขายในระดับของผู้บริโภคทั่วๆไป

ประโยชน์ของพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์

ผู้ซื้อ

-         มีร้านค้าให้เลือกมาขึ้น

-         หาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบด้านราคาและการบริการ

-         ลดพ่อค้าคนกลาง

-         ได้รับสินค้ารวดเร็ว

ผู้ขาย

-         เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า

-         เพิ่มยอดขาย

-         ลดภาระสินค้าคงคลัง

-         เพิ่มสินค้า /บริการ/เปิดตลาดใหม่

ผู้ประกอบการ

-         ลดราคาในการผลิต

-         เพิ่มยอดขาย

-         เพิ่มประสิทธิภาพในระบบภายในสำนักงาน

-         ลดเวลาในการจัดซื้อ/ส่งมอบสินค้า

รูปแบบของพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์

1)     ธุรกิจกับธุรกิจ (B2B: Business-to-Business) คือระบบเพื่อการค้าระดับธุรกิจใช้เพื่อสนับสนุนการซื้อขายสินค้าจำนวนมาก โดยใช้กระบวนการ RQP (Request Quotation Process) โดยจะเป็นการค้าในประเทศและต่างประเทศ ระหว่างกลุ่มธุรกิจ ดังนี้ ผู้ผลิต-ผู้จัดจำหน่าย, ผู้จัดจำหน่าย-ตัวแทนจำหน่าย มักพบกันในตลาดที่เรียกว่า E-marketing เช่น เว็บ tradepointhailand

2)     แบบผู้บริโภคกับผู้บริโภค ( C2C: Consumer-to-Consumer) เป็นกิจกรรมซื่อขายซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายจะติดต่อแลกเปลี่ยนกันด้วยตนเอง  www.pramool.com

3)     แบบธุรกิจกับผู้บริโภค ( B2C: Business-to-Consumer) ผู้ประกอบการใช้เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคจำนวนมากเพื่อให้เข้าถึงได้โดยตรง เช่นเว็บ www.amazon.com

รัฐบาลอิเลคทรอนิกส์ (E-Government)

บริการของภาครัฐที่นำเสนอข้อมูลให้กับประชาชนรวมถึงการแสวงหารายได้บางประเภทผ่านช่องทาง Electronics

เครือข่ายการสื่อสารของ E-commerce

-         EDI

-         Internet

-         ATM Banking

-         Mobile Phone

E-commerce Opportunities

ลดค้าใช้จ่ายด้านเอกสาร อีกทั้งผู้ใช้ Internet ทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้เร็ว อีกทั้งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วอีกด้วย




ธันวาคม 20th, 2009 at 16:10

บทที่ 9 ข้อมูลสารสนเทศ

เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศที่ต้องการ

ระดับขอผู้ใช้สารสนเทศ

1)       ระดับสูง ( Top Level Management) เกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงที่กำหนดและวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร

2)       ระดับกลาง ( Middle Level Management ) เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานระดับบริหารและจัดการองค์กร

3)       ระดับปฏิบัติการ ( Operation Level Management ) เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานระดับการผลิตและปฏิบัติการขององค์กร

ประเภทของระบบสารสนเทศ

1)       ระบบประมวลผลรายการประจำวัน ( Transaction Processing Systems : TPS )ระบบที่เกิดขึ้นเป็นประจำคงที่ เช่น รายการฝากถอนเงิน รายการคำสั่งซื้อ

2)       ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ( Decision Support Systems : DSS ) นำมาใช้ในการช่วยตัดสินใจในระดับของการจัดการขั้นกลาง

3)       ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหาร ( Executive Information System : EIS ) ระบบช่วยตัดสินใจรูปแบบหนึ่ง ใช้กับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ

ข้อแตกต่างระหว่าง DSS และ EIS คือ EIS จะสามารถเสนอทางเลือกทั้งหมดที่เป็นไปได้ และข้อแนะนำหรือความคิดเห็น แต่ทั้งนี้ยังสามารถแสดงแนวโน้มหรือคาดคะเนเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ผิดกับ DSS ที่นำเสนอได้แค่ทางเลือกทั้งหมดและความคิดเห็นรวมไปถึงข้อแนะนำเท่านั้น

ประเภทองสารสนเทศ

1)      ระบบผู้เชี่ยวชาญ ( Expert Systems )
อาศัยฐานความรู้มาประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยหรือสั่งการ

2)      ระบบสำนักงานอัตโนมัติ ( Office Automation System: OAS )
นำมาใช้ในสำนักงานเพื่อเอื้อ ฃประโยชน์ให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3)      ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ( Management Information Systems : MIS )
สามารถคำนวณและเปรียบเทียบการประมวลผลรวมถึงการออกรายงานได้

พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ

1)      การรวมตัวกันของเทคโนโลยี ( Convergence )
การเผยแพร่ข้อมูลทำได้ทั่วถึงกันมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคไร้พรมแดน

2)      ต้นทุนที่ถูกลง ( Cost reduction )
ลดลงทั้งอัตราค่าบริการโทรคมนาคม และราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์

3)      การพัฒนาอุปกรณ์ที่เล็กลง ( Miniaturization )
วิวัฒนาการของไมโครชิปทำให้การใช้งานดีขึ้น

4)      การประมวลผลดีขึ้น ( Processing Power )
หน่วยประมวลผลกลางมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

5)      การใช้งานที่ง่าย ( User Friendliness )
มุ่งเน้นให้เป็น use-friendly

6)      การเปลี่ยนจากอะตอมเป็นบิต ( Bits versus Atoms)

7)      สื่อผสม ( Multimedia )
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเผยแพร่สารสนเทศที่เป็นแบบผสมๆได้ ทั้ง ภาพ ตัวอักษร กราฟฟิก เสียง รวมไปถึงภาพเคลื่อนไหวต่างๆ

8)      เวลาและภูมิศาสตร์ ( Times & Distance )
เช่นการใช้ประชุมแบบทางไกล

9)      ด้านเศรษฐกิจ
เช่น ใช้เชื่อมโยงเครือข่ายย่อยของธนาคาร

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาประเทศ

1)      ด้านสังคม
ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ และทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

2)      ด้านการศึกษา
ใช้การเรียนระบบเครือข่ายได้ ลดอุปสรรคเรื่องสถานที่เรียน

3)      ด้านสาธารณสุข
นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับโครงการแพทย์ทางไกล

4)      ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
นำเอา GIS เข้ามาจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลทางภูมิศาสตร์

นโยบายสารสนเทศ IT 2010

มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจและสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้




ธันวาคม 20th, 2009 at 16:09

บทที่ 8 อินเตอร์เน็ตเบื้องต้น

Internet = เครือข่ายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ISP = หน่วยงานที่ให้บริการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

1)       ผู้ให้บริการ Internet เชิงพาณิชย์

2)       ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตสำหรับสถาบันการศึกษา การวิจับและหน่วยงานของรัฐ

การเชื่อมต่อ Internet

-         แบบองค์กร จะมีการเช่าสายสัญญาณเชื่อมต่อจากองค์กรผู้ใช้กับ ISP โดยตรง

-         เชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย LAN

Protocol

1)      TCP/IP กับ IP Address

2)      Domain name

3)      DNS และ DNS Server

เว็บ Web ย่อมาจาก World Wide Web

HTTP โปรโตคอลของเว็บ เป็นการเรียกดูข้อมูลจากเว็บผ่านเว็บ

HTML เป็นภาษาที่ใช้ในการจัดหาหน้าเว็บเพจ

URL = Uniform Resource Locator

Electronic mail เป็นการรับส่งจดหมายโดยข้อมูลที่ส่งออกไปจะถูกกองรอไว้ เมื่อผู้รับว่างจึงจะเข้ามาเปิดอ่าน โดยไม่จำเป็นต้องมีการโต้ตอบกันทันที

IRC = โปรแกรม camfrog




ธันวาคม 20th, 2009 at 16:08

บทที่ 7 ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ / การสื่อสาร

วัตถุประสงค์ของการใช้เครือข่าย

1)       ใช้ทรัพยากรร่วมกัน

2)       ใช้ข้อมูลในไฟล์ร่วมกัน

3)       ความง่ายในการดูแลระบบ

ประเภทของเครือข่าย

1)       Local Area Network ( LAN) เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันในระยะจำกัด

2)       Wide Area Network (WAN) เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ข้ามประเทศ รวมไปถึงระบบ Internet ด้วย

ข้อจำกัดของระบบเครือข่าย

1)       การเรียกใช้ข้อมูลทำได้ช้า

2)       ข้อมูลไม่สามารถใช้ได้ทันที

3)       ยากต่อการควบคุมดูแล

องค์ประกอบของเครือข่าย

1)       อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์
- Network Interface Card – NIC ) ใช้สำหรับต่อเครื่องพีซีเข้ากับสายแลน
- Hub สะดวกในการโยกย้ายสาย สลับเครื่อง เพิ่มจำนวนเครื่อง

2)       ซอฟต์แวร์ ( Software )

3)       ตัวกลางนำข้อมูล
- Media ได้แก่สายเคเบิล และWireless
- สายเคเบิ้ลที่ใช้ Coaxial = มีสองแบบคือ แบบหนา และแบบบาง ใช้ชื่อต่อระหว่างแต่ละเครื่อง
UTP = เป็นสายคล้ายสายโทรศัพท์ นิยมใช้แพร่หลายเพราะราคาถูก
STP  = เหมาะสำหรับการเชื่อมต่อเป็นระยะทางไกลเกินกว่าที่สาย UTP
Fiber Optic  =  ใช้กับการส่งสัญญาณด้วยแสง ซึ่งส่งได้ระยะไกล ไม่มีสัญญาณ

รบกวน

ลักษณะการแบ่งกันใช้สาย

1)       CSM/ AD

2)       Token Passing

มาตรฐานของระบบ LAN

1)      Fast Ethernet และ Gigabit Ethernet
-Ethernet เป็นมาตรฐานของ IEEE ในกลุ่มที่มีรหัส 802.3 และมีกฎเกณฑ์หรือโปรโตคอลแบบ CSMA/CD
- ความเร็ว มนทางปฏิบัติแล้วจะได้ความเร็วที่ต่ำกว่ามาก
- วิธีส่งสัญญาณ มีสองแบบคือ Base และ Board

2)      Token-Ring สายที่ใช้เป็นเคเบิลแบบพิเศษ มี 2คู่ เข้ากับอุปกรณ์รวมสาที่เรียกว่า MAU

3)      FDDI ( Fiber Distributed Data Interface ) อาศัยสาย fiber optic เชื่อต่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูงเท่ากับ Fast Ethernet หรือสิบเท่าของ Ethernet พื้นฐาน โดยการรับส่งข้อมูลของ FDDI ใช้วิธี Token-passing เช่นเดียวกัน

เครือข่ายแบบไร้สาย

การทำงานของ Wireless LAN ใช้คลื่นวิทยุรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ที่ติดตั้งในเครื่องกับสถานีฐานหรือจุดเข้าใช้

ความปลอดภัยของข้อมูลใน LAN แบบไร้สาย

การเข้ารหัสข้อมูล

1)      WEP ไม่ค่อยปลอดภัย

2)      WPA ปลอดภัยกว่าแต่ใช้ได้กับอุปกรณ์ใหม่ๆเท่านั้น

การกำหนดรหัสเครือข่าย หรือเรียกว่า SSID

การทำงานของคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย

1)      Peer- to- Peer คือ แต่ละเครื่องจะยอมให้เครื่องอื่นเข้ามาใช้ข้อมูลได้อย่างเสมอภาคแต่ความเร็วต่ำเมื่อเทียบกับอีกแบบ

2)      Server –base  แม้มีความเร็วแต่ราคาค่อนข้างสูง และติดตั้งยาก

การทำงานเป็นเซริฟเวอร์ในระบบ LAN

1)      File Server ผู้จัดการระบบไฟล์บนดิสในเครื่องของตนเองโดยรับคำสั่งจาก Workstation หรือClient

2)      Application Server / Database Server จะทำงานซับซ้อนกว่า File Server

3)      Print Server เรียกว่าระบบ SPOOL ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสั่งพิมพ์งานได้พร้อมกันหลายคน

อุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อในเครือข่ายขนาดใหญ่

1)      Repeater ทำหน้าที่ทวนสัญญาณ หรือช่วยให้สัญญาณไฟฟ้าที่ส่งบนสาย LAN แรงขึ้น

2)      Switch ทำงานลักษณะเดียวกับ Bridge แต่แบ่งสาย1เส้น เป็น 1เครือข่าย

3)      Router ทำงานเสมือนเป็นเครื่องหรือ node หนึ่งใน LAN




ธันวาคม 20th, 2009 at 16:07

บทที่ 6 ข้อมูลและการจัดการข้อมูล

ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงที่มีการรอบรวมไว้และมีความหมาย อาจเกี่ยวข้องกับคนหรือสิ่งของหรือเหตุการณ์อื่นๆ

แหล่งข้องมูล

1)       แหล่งข้องมูลภายใน
- แหล่งกำเนิดข้อมูลอยู่ภายในองค์กรทั่วไป

2)       แหล่งของข้อมูลภายนอก

ตรงตามความต้องการ (Relevance)

-          ข้อมูลที่จะนำมาใช้ต้องสอดคล้องตรงกับความต้องการมากที่สุด

-          อาจได้จากการสำรวจหรือการออกแบบสอบถาม

ความสมบูรณ์ ( Complete) บางครั้งอาจเก็บรวบรวมข้องมูลมากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์

สามารถตรวจสอบได้ (Verifiable) ข้อมูลที่ได้จากหลายแหล่ง อาจมีทั้งเชื่อถือได้และไม่ได้

ไฟล์หรือแฟ้มตารางข้อมูล (Files)

ฐานข้อมูล (Database) การรวมเอาแฟ้มตารางข้อมูลหลายๆแฟ้มที่มีความสัมพันธ์กันมาเก็บรวมไว้ที่เดียว

โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบสุ่ม

-Hash File อาศัยอัลกอริทึ่มที่เรียกว่าแฮชชิ่ง ในการคำนวณหาค่าคีย์ฟีลด์

- แบบดรรชนี

ข้อดีและข้อเสียของแต่ละแบบ

+แบบ Sequential file = ค่าใช้จ่ายน้อย แต่ค้นได้ข้อมูลได้ช้า เพราะต้นค้นไฟล์ตั้งแต่ต้น

+แบบ Random file = ค้นหาข้อมูลได้เร็ว ทำได้ทันที แต่ไม่เหมาะกับการทำงานที่ต้องการอ่านข้อมูลมาก

+แบบ Indexed sequentatial file = รองรับการประมวลผลได้ทั้งแบบลำดับและแบบสุ่ม แต่เปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บดรรชนี และทำงานช้ากว่าแบบกลุ่ม ส่วนค่าใช้จ่ายกลับสูง

ประเภทขงแฟ้มข้อมูล

1)      แฟ้มหลัก ( Master file )

2)      แฟ้มรายการเปลี่ยนแปลง ( Transaction file )

แฟ้มข้อมูลกับระบบฐานข้อมูล = Database System สะดวกต่อการค้นหาและเรียกใช้

แนวคิดของการใช้ฐานข้อมูล

1)      ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล
-  หน่วยงานที่จัดเก็บข้อมูลแยกกันหลายที อาจมีข้อมูลบางส่วนที่ซ้ำซ้อนกัน
- ฐานข้อมูลช่วยลดความซ้ำซ้อนกันของข้อมูลได้เพราะจะถูกจัดเก็บไว้ในที่เดียวกัน จึงง่ายต่อการแก้ไขด้วย

2)      ลดความขัดแย้งของข้อมูล
-ข้อมูลที่เป็นชุดเดียวกันแต่มีค่าต่างกัน ถือว่าเป็นความขัดแย้งกันของข้อมูล
-การใช้ฐานข้อมูลนั้นเมื่อมีกรแก้ไขในที่หนึ่ง ข้อมูลอีกที่หนึ่งจะถูกเปลี่ยนไปด้วย

3)      การรักษาความคงสภาพของข้อมูล

4)      ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

5)      ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูล

6)      ลดระยะเวลาการพัฒนาระบบงาน

ลักษณะของ DBMS

-          ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบถึงโครงสร้างทางกายภาพของข้อมูลในระดับลึกมาก

-          สามารถกำหนดโครงสร้างและดูแลรักษาฐานข้อมูลได้

-          ควบคุมการเข้าถึงของข้อมูลตามระดับการใช้งานที่ต้องการ

ภาษาคิวรี่ (Query Language) เป็นภาษาที่ใช้สำหรับการสอบถามหรือจัดเก็บข้อมูลโดยเฉพาะ

ความสามารถโดยทั่วไปของระบบการจัดการฐานข้อมูล

1)      จัดเรียงและค้นหาข้อมูล

2)      สร้างรูปแบบและรายงาน




ธันวาคม 20th, 2009 at 16:06

บทที่ 4 ฮาร์ดแวร์

เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานร่วมกันกับคอมพิวเตอร์  ซึ่งสามารถมองเห็นได้ จับต้องได้ และมีทั้งที่ติดตั้งอยู่ภายในและภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งฮาร์ดแวร์แบ่งเป็น

1)      อุปกรณ์นำข้อมูลเข้า  ( Input Device ) เป็นอุปกรณ์ชุดคำสั่งที่เข้ามายังระบบ
1.1) Keyed Device
- คีย์บอร์ด เป็นอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน
+ คีย์บอร์ดไร้สาย ( Cordless keyboard )
+ คีย์บอร์ดติดตั้งภายใน ( Built – in keyboard )
+ คีย์บอร์ดเออร์โกโนมิกส์ ( ergonomic keyboard )
+ คีย์บอร์ดพกพา ( Portable keyboard )
+ คีย์บอร์ดเสมือน ( Virtual keyboard )
1.2) Pointing Devices
- เมาส์ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสำหรับการชี้ตำแหน่งการทำงานของข้อมูล
+ เมาส์แบบทั่วไป ( Mechanical mouse)
+ เมาส์แบบแสงหรืออปติคอลเมาส์ ( Optical mouse)
- แทรคบอล ( trackball ) เป็นการทำงานนคล้ายเมาส์โดยจะมีลูกบอลติดตั้งไว้อยู่ส่วนบนเพื่อควบคุม
- แผ่นรองสัมผัสหรือทัชแพด ( touch pad ) เป็นแผ่นที่ติดตั้งไว้อยู่ในคอมพิวเตอร์แบบพกพา ใช้
ทำงานแทนเมาส์
- แท่งชี้ควบคุม หรือพอยติงสติ๊ก ( pointing stick ) มีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆคล้ายกับยางลบ ดินสอ
เพื่อช่วยชี้ตำแหน่งของข้อมูล
- จอยสติ๊ก ( Joystick) สามารถบังคับทิศทางได้หลายทิศทาง หรือในระดับที่องศาต่างกัน
- พวงมาลัยบังคับทิศทาง ( Wheel ) ใช้สำหรับเล่นเกมจำลองประเภทการแข่งรถ
- จอสัมผัส ทัชสกรีน ( Touch screen ) สามารถใช้นิ้วมือแตะบังคับลงไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้
- ประเภทปากกา ( Pen-Based Device) สำหรับการป้อนข้อมูลแทนการพิมพ์
+ ปากกาแสง ( Light pen )
+ สไตล์ลัส (Stylus) นิยมใช้กันมากในคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก
+ ดิจิไทเซอร์ ( Digitizer ) อุปกรณ์สำหรับในการอ่านพิกัดซึ่งใช้ร่วมกับปากกา

1.3) ประเภทข้อมูลมัลติมีเดีย ( Multimedia Input Device)
- กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ( Digital camera )
- กล้องถ่ายวิดีโอดิจิตอล ( Digital Video camera)
- เว็บแคม ( Web cam )
1.4) ประเภทสแกนข้อมูลด้วยแสง ( Scanner and Optical reader )
- สแกนเนอร์ (Scanner)
- โอเอ็มอาร์ ( OMR – Optical Mark reader ) ใช้ในการตรวจสอบคะแนนบุคคลจำนวนมาก
- เครื่องอ่านบาร์โด ( Bar code reader )
- เอ็มไอซีอาร์ ( MICR- Magnetic-Ink Character Recognition)
1.5) ประเภทตรวขสอบข้อมูลทางกายภาพ ( Biometric Input Device) เป็นลักษณะของกาตรตรวจสอบข้อมูลเฉพาะของคนแต่ละคน เช่น ลายนิ้วมือ

2)      อุปกรณ์ประมวลผล ( Process Device )

2.1) CPU – Central Process Unit หน่วยประมวลผลกลางทำหน้าที่ประมวลผลจากข้อมูลนำเข้าและส่งไปยังอุปกรณ์ส่วนอื่น
- สถาปัตยกรรมที่ใช้สำหรับผลิตซีพียู
+RISC – Reduced Instruction Set Computer ส่งผลให้ความเร็วโดยรวมในการทำงาน

ของซีพียูเร็วขึ้น

+ CISC – Complex Instruction Set Computer เป็นPentium รุ่นแรกๆเสียมากกว่า

2.2) หน่วยความจำหลัก (Primary Storage) ทำงานใกล้ชิดกับซีพียูมากที่สุด
- ROM ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบกระแสไฟฟ้าเลี้ยง มักติดตั้งไว้เพื่อตรวจสอบการทำงานของเครื่อง

- RAM ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้าในการทำงาน ใช้เป็นที่พักในการประมวลผลข้อมูล

2.3) Main Board ไว้ควบคุมวงจรต่อเชื่อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคอมพิวเตอร์ทั้งหมด

2.4) Chip Set ปกติจะติดตั้งมาพร้อมกับ Main Board จึงไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ ทำหน้าที่ประสานงานและควบคุมการทำงานของหน่วยความจำ

3) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Device)

3.1) สื่อเก็บข้อมูลแบบจานแม่เหล็ก (Magnetic Disk Devices)

- Floppy disks มีโครงสร้างจาก Track และ Sector

- Hard disk ประกอบด้วย Platter, track , sector, cylinder, read/write head

3.2) สื่อเก็บข้อมูลแบบแสง

- CD (Compact Disc)
+ CD-ROM นิยมใช้สำหรับการเก็บบันทึกข้อมูลบนคอมพิวเตอร์
+ CD-R มีราคาถูกลงอย่างมาก สามารถเขียนบันทึกข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถลบข้อมูลที่

เขียนได้
+ CD-RW ลักษณะจะคล้ายกับ CD-R แต่สามรถบันทึกข้อมูลได้หลายครั้งและยังสามารถ

ลบข้อมูลได้ อีกทั้งยังเขียนซ้ำใหม่ได้เรื่อยๆ

- DVD (Digital Versatile Disc/ Digital Video Disc)
+DVD-ROM นิยมใช้เก็บข้อมูลขนาดใหญ่มาก แต่ไม่สามารถเขียนหรือลบข้อมูลได้
+ DVD-R และ DVD-RW สำหรับDVD-R จะเขียนข้อมูลได้อย่างเดียวแต่ DVD-RW

สามารถเขียนและบันทึกข้อมูลซ้ำกันได้หลายครั้ง ทั้งสองอย่างมีความจุ 4.7GB

+ DVD+R และ DVD+RW จะคล้ายกับกลุ่มมาตรฐานเดิมแต่มีความเร็วในการเขียนแผ่น

ที่มากกว่า

3.3) สื่อเก็บข้อมูลแบบเทป (Tape device) เหมาะสำหรับเก็บข้อมูลสำรอง
3.4) สื่อเก็บข้อมูลอื่นๆ –เช่น อุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช

4) อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ (Output Device)

4.1) อุปกรณ์แสดงผลหน้าจอ (Display Devices)

- Terminals เป็นจอภาพที่มีขนาดเล็กกว่าจอภาพที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ทั่วไป
- CRT Monitors ใช้กับCP ทั่วไป

- LCD Monitors อาศัยการทำงาน Liquid Crystal ไม่เปลืองเนื้อที่สำหรับการทำงาน

- Projectors ช่วยขยายจากภาพเล็กให้เป็นภาพใหญ่

4.2) อุปกรณ์สำหรับพิมพ์งาน ( Print Devices)
- Dot matrix Printer เหมาะสำหรับการพิมพ์ประเภทสำเนา

- Laser Printer มีความคมชัดมากกว่าเครื่องพิมพ์แบบอื่น โดยอาศัยการทำงานของแสง

เลเซอร์

- Ink-jet Printer อาศัยการพ่นหมึกลงไปบนกระดาษและสามารถเลือกใช้ทั้งหมึกสีและ

ขาวดำ

- Plotter นิยมใช้ในการพิมพ์เอกสารขนาดใหญ่ที่ต้องการความละเอียดสูง โดยอาศัย

การวาดภาพด้วยปากกาความร้อนเขียนลงบนกระดาษ
4.3) อุปกรณ์ขับเสียง (Audio Devices)
- ลำโพง (Speaker)

- หูฟัง (Headphone)