หมอดูไทย สังคมออนไลน์ของหมอดูแม่นๆ
กุมภาพันธ์ 22nd, 2010 at 00:10
Posted By: fiatza
Posted in: ดูดวง

หากไปถามเด็กเล็กๆ ซักคน ว่าโตขึ้น หนูอยากเป็นอะไร คงไม่เด็กคนไหน ตอบว่าหนูอยากเป็นหมอดูหรอกนะ จริงไหม? แต่ หากปัจจุบันนี้   จับพลัด จับผลู คุณเป็นหมอดูอยู่แล้ว หรือคิดอยากจะเป็นล่ะ ต้องถามว่า   หมอดูอาชีพ หรือหมอดูสมัครเล่น คุณอยากเป็นแบบไหน?

ถ้าคุณทำงานอื่นไปด้วย แล้วดูดวงให้คนอื่นเป็นอาชีพที่สอง ก็ไม่น่ากังวลเท่าใดนัก  เพราะรายได้หลักจากงานประจำ  กับงานอดิเรกดูหมอจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น   ยิ่งนาน ยิ่งดี จะได้ใช้อาชีพหมอดูในวัยเกษียน ไม่เหงา  เป็นคนแก่ที่มีค่า มีคนมาหา ได้เงินใช้ ได้เงินทำบุญ  มีความสุขตามอัตภาพ

เพียงแต่ หากคุณอยากเป็นหมอดูอาชีพ ใช้วิชาชีพนี้เลี้ยงตัวเองเป็นหลัก ก็ต้องฝ่าฟันหน่อย   การจะก้าวขึ้นเป็นหมอดูมืออาชีพเลี้ยงตัวเองได้ตั้งแต่บาทแรก ในแต่ละเดือนนั้นไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิดว่าอาชีพนี้หาเงินง่าย    เพราะเค้าไม่ได้มองที่มาที่ไปก่อนจะมาเป็นหมอดู

ที่นี้เรามาลองจำแนก ประเภท ที่มาของหมอดูกันเล่นๆแบบไม่คิดอะไรมาก เอามันส์ๆนะ

ประเภทที่ 1   พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง  เป็นหมอดู แบบนี้ถือว่า มีเชื้อ มีวิชา ถ่ายทอดกันมาตามสายเลือด  มีฐานกำลังอยู่แล้ว  เพียงแต่ ต่อยอด จะพัฒนา หรือทำลายชื่อเสียงเก่า ก็ขึ้นอยู่กับ ตัวหมอดูที่สืบทอด บางคนอาจแตกแขนงวิชาที่แตกต่าง จากของเดิมไปสร้างบารมีหรือชื่อเสียงด้วยตัวเองเพิ่มเติม ก็ได้

ประเภท ที่ 2   ไม่คิดมาก่อนว่า จะต้องมาเป็นหมอดู

คำนี้จะได้ยินจากปากหมอดูบางคนบ่อยๆ จะพูดเพื่อออกตัวก็ได้(จริงๆตูมีอาชีพที่ดีกว่านี่นะจะบอกให้ ว่าแล้วก็ร่ายยาวถึงอดีตที่ทำมาแล้ว)

ลึกๆแล้วคนที่พูดอย่างนี้ จะไม่เคยศรัทธาในอาชีพมาก่อน จะด้วยความบังเอิญหรือไม่มีที่ไปก็เป็นได้ ที่ต้องมาเป็นหมอดู แบบว่าพึ่งค้นพบตัวเองว่าทำนายได้ (ดีหรือปล่าวไม่รู้) หลังจากชีวิตนี้ทำมาหลายอาชีพแล้วไม่สำเร็จดั่งใจเลย

ประเภทนี้จะเริ่มต้นศึกษาวิชาแบบ จับผิด ใจมันค้านอยู่แล้ว พอเริ่มเรียนก็ทดสอบวิชาเลยว่ามันถูกหรือผิดใช้ได้หรือปล่าว  พอดูไปหลายๆคนมีคนบอกว่าแม่นๆ เลยได้ใจ   เมื่อศึกษาเพิ่มก็มั่นใจมากขึ้น ประกอบกับมีประสบการณ์ชีวิตมาแล้วหลายหลากอาชีพ พอลูกค้ามาปรึกษา อ่านดวงผสมแล้วทายได้โดนใจ  เลยยึดเป็นอาชีพซะเลย  ประเภทแบบนี้ได้ดีก็หลายคนนะ

ประเภทที่3 อยากดัง  ประเภทนี้ ปัจจุบันมีเยอะ เพราะสื่อต่างๆเยอะ หมอดูก็เป็นดาราได้เหมือนกัน   ดูทีวี  อ่านหนังสือ  เห็นหมอดูคนอื่นออกสื่อ อยากเป็นอย่างเค้าบ้าง  ขอบอกว่ามันไม่ง่าย อย่างที่คิด ถ้าวิชาคุณไม่แน่น ไม่มีจุดขาย ทายไม่ขาด คุณไม่ดังหรอก หากฟลุ๊คๆมีคนเชียร์ มีป๋าดัน ก็แค่ได้ออกครั้งสองครั้ง  แล้วหลังจากนั้นก็ถูกลืมไปจากความทรงจำของคนดู   เค้าเรียกว่าตายตั้งแต่ยังไม่โต ยิ่งออกครั้งแรกๆ เงอะๆงะๆ ไม่ถูกใจเจ้าของรายการ เค้าก็ไม่เรียกมาออกซ้ำ ประเภทนี้โตง่าย ตายไว  เดี๋ยวนี้ ทีวีดาวเทียม มีรายการหมอดูทุกช่อง การแข่งขันสูง ชาวบ้านนิยมดู  หมอดูดังบ้างไม่ดังบ้าง แม่นมั่ง ไม่แม่น

มั่ง โผล่สลอนหน้าจอทุกวัน

ที่มา อ.ปภาวี(ก้อย) หมอดูสยาม

อยากเป็นหมอดูง่ายๆ คลิกเลย , เรียนไพ่ยิปซี เื่อเป็นหมอดูอาชีพ

Tags: , , , , , , ,




กุมภาพันธ์ 22nd, 2010 at 00:00
Posted By: fiatza
Posted in: ดูดวง

“The inner multitude of mankinds agrees with its microcosmic nature, which contains in itself the celestial bodies and their effects.”

“ความหลากหลายที่อยู่ภายในของมนุษยชาติสอดคล้องกับธรรมชาติของอาตมาตมัน (จุลพิภพ, จักรวาลเล็ก) ซึ่งบรรจุอยู่ในก้อนแห่งเทหวัตถุแห่งฟากฟ้า รวมถึงการส่งอิทธิพล (หรือปรากฏการณ์) ต่าง ๆ ของมัน”

C.G. Jung ‘Mysterium conjunctionis, Vol 1

We are born at a given moment in a given place and like vintage years of wine we have the qualities of the year and of the season in which we are born. Astrology does not lay claim to anything else. – C.G.Jung

เราได้เกิดมาในกาละและเทศะ (ขณะและสถานที่) ซึ่งได้รับกำหนดมา และเฉกเช่นเดียวกันกับปีแห่งการเก็บเกี่ยวผลองุ่นเพื่อทำไวน์ เราก็มีคุณภาพของปีและฤดูตามที่เราเกิดมา โหราศาสตร์จึงมิได้เผยแพร่อย่างอวดอ้างถึงสิ่งอื่นใดที่เกินเลยไปแต่อย่างใด – ซี.จี.ยุง

Astrology is one of the intuitive methods like the I Ching, geomantics, and other divinatory procedures. It is based upon the synchronicity principle, i.e. meaningful coincidence. … Astrology is a naively projected psychology in which the different attitudes and temperaments of man are represented as gods and identified with planets and zodiacal constellations. – Carl Gustav Jung

โหราศาสตร์คือหนึ่งในกรรมวิธีการหยั่งรู้ เฉกเช่นเดียวกับ อี้จิง การใช้ก้อนหินหรือการสังเกตสภาพทางภูมิศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อใช้ทำนายได้ (ภูมิพยากรณ์, ฮวงจุ้ย) รวมทั้งกระบวนการแห่งการพยากรณ์โชคชะตาอื่น ๆ โหราศาสตร์นั้นตั้งอยู่บนรากฐานของกฎความ “พ้องพร้อม” (สมคล้อย) กล่าวคือ บ่งชี้ความหมายแห่งการที่สิ่งต่าง ๆ ดำเนินไป หรือมีคุณสมบัติอย่างเทียบเคียงกันหรือสอดคล้องต้องกัน ซึ่งเป็นไปเองอย่างอัตโนมัติหรือโดยบังเอิญ… โหราศาสตร์คือภาพฉายอย่างตรง ๆ ซื่อ ๆ ของจิตวิทยาที่ซึ่งทัศนคติและภาวะแห่งจิตใจอันแตกต่างกันของคนเราถูกแสดงออกมาในฐานะเทพเจ้าต่าง ๆ และถูกกำหนดชัดด้วยดาวเคราะห์และกลุ่มดาวต่าง ๆ ในราศีจักร – คาร์ล กุสตาฟ ยุง

The starry vault of heaven is in truth the open book of cosmic projection, in which are reflected the mythologems, i.e., the archetypes. In this vision astrology and alchemy, the two classical functionaries of the psychology of the collective unconscious, join hands. – Carl .G. Jung

โค้งฟ้าที่พร่างพราวด้วยดาวพราย คือส่วนหนึ่งในความจริงของหนังสือที่ถูกเปิดไว้ของภาพฉายแห่งจักรวาล ที่ซึ่งสะท้อนถึงตำนานแห่งเทพเจ้าต่าง ๆ กล่าวคือต้นแบบของลักษณะต่าง ๆ ของมนุษย์ ในวิสัยทัศน์เช่นนี้ โหราศาสตร์และการเล่นแร่แปรธาตุ จึงเป็นสองฟังก์ชั่น (การใช้งาน) ที่คลาสสิก (ซึ่งถูกใช้ในยุคก่อน ๆ) ของจิตวิทยาในเรื่องจิตไร้สำนึกองค์รวม ซึ่งร่วมไม้ร่วมมือกัน – คาร์ล จี. ยุง

Astrology is of particular interest to the psychologist, since it contains a sort of psychological experience which we call projected – this means that we find the psychological facts as it were in the constellations. This originally gave rise to the idea that these factors derive from the stars, whereas they are merely in a relation of synchronicity with them. I admit that this is a very curious fact which throws a peculiar light on the structure of the human mind. …. Carl G. Jung in 1947 in a letter to prof. B.V. Raman

โหราศาสตร์คือหนึ่งในเรื่องเฉพาะทางที่น่าสนใจต่อนักจิตวิทยา เพราะมันกอปรด้วยชนิดของประสบการณ์ทางจิตวิทยาซึ่งเราเรียกว่าภาพฉาย หมายความว่าเราค้นหาความจริงทางจิตวิทยาจากที่มันมีอยู่ในฟากฟ้า นี่คือต้นธารอันเพิ่มพูนแนวคิดว่า ปัจจัยเหล่านั้นได้รับผลสืบเนื่องมาจากดวงดาวต่าง ๆ อันเป็นแหล่งแห่งที่ความสัมพันธ์กับความ “พ้องพร้อม” (สมคล้อย) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายเสียเหลือเกิน ฉันยอมรับว่านี่เป็นความจริงอันน่าสนใจอย่างมากซึ่งทำให้ต้องยอมแพ้ต่อความแปลกประหลาดของแสงต่อรากฐานของมนุษยชาติ… คาร์ล จี. ยุง ในปี ค.ศ. 1947 ในจดหมายที่ส่งไปถึง ศาสตราจารย์ บี.วี.รามัน

So far as the personality is still potential, it can be called transcendent, and so far as it is unconscious, it is indistinguishable from all those things that carry its projections…[that is,] symbols of the outside world and the cosmic symbols. These form the psychological basis for the conception of man as a macrocosm through the astrological components of his character. – Carl G. Jung

นานมาแล้วที่บุคลิกภาพยังคงแสดงถึงศักยภาพ มันอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่อง “เหนือธรรมชาติ” และนานมาแล้วที่มี “จิตไร้สำนึก” ซึ่งเป็นตัวทำให้ไม่สามารถแบ่งแยกสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งปวงออกจากกันได้ เพราะสิ่งต่าง ๆ ได้นำพาเอาภาพฉายแห่ง “จิตไร้สำนึก” นั้นไว้ในตัวเอง… [ซึ่งเป็น] สัญลักษณ์แห่งโลกข้างนอกโน้นและสัญลักษณ์แห่งจักรวาล สิ่งเหล่านั้นได้ก่อรูปแห่งพื้นฐานทางจิตวิทยาอันเป็นกรอบความคิดของมนุษย์ สิ่งเหล่านั้นมีสภาพในฐานะที่เป็นปรมาตมัน (มหาพิภพ, จักรวาลใหญ่) ผ่านทางด้าน ๆ ของโหราศาสตร์ซึ่งบ่งบอกลักษณะเฉพาะตนของแต่ละคน – คาร์ล จี. ยุง

Astrologers are influenced by theosophy, so they say, “That is very simple, it is just vibration!” … But what is vibration? They say it is light energy, perhaps electricity, they are not quite informed. At all events the vibrations that could influence us have never been seen, so it remains just a word. – Carl G. Jung in 1929

นักโหราศาสตร์ได้รับอิทธิพลจาก “เทวหลักการ” (ความคิดด้านปรัชญาที่ยึดหลักเทววิทยา) ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า “มันง่ายมากจริง ๆ มันก็แค่การสั่นสะเทือน!” …. แต่อะไรล่ะคือการสั่นสะเทือน? พวกเขากล่าวว่ามันคือพลังงานแสง หรือบางทีอาจเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งพวกเขาไม่มีความชัดเจนนักแต่อย่างใด เหตุการณ์ทั้งหมดทั้งปวงนั้นมีการสั่นสะเทือนที่ส่งอิทธิพลถึงเราซึ่งไม่เคยมีใครมองเห็น ดังนั้นการสั่นสะเทือนยังจะคงเป็นแค่คำ ๆ เดียวที่นำมาใช้อธิบายในเรื่องนี้อยู่ต่อไปอีกเรื่อย ๆ – คาร์ล จี. ยุง ในปี ค.ศ. 1929

Our modern science begins with astronomy. Instead of saying that man was led by psychological motives, they formerly said he was led by his stars. … The puzzling thing is that there is really a curious coincidence between astrological and psychological facts, so that one can isolate time from the characteristics of an individual, and also, one can deduce characteristics from a certain time. Therefore we have to conclude that what we call psychological motives are in a way identical with star positions. Since we cannot demonstrate this, we must form a peculiar hypothesis. This hypothesis says that the dynamics of our psyche is not just identical with the position of the stars, nor has it to do with vibrations – that is an illegitimate hypothesis. It is better to assume that it is a phenomenon of time. … The stars are simply used by man to serve as indicators of time… – Carl G. Jung in 1929

ศาสตร์สมัยใหม่ วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ เริ่มต้นจากดาราศาสตร์ แทนที่จะกล่าวว่ามนุษย์ถูกชี้นำโดยแรงขับทางจิตวิทยา มนุษย์เคยกล่าวกันว่า เราถูกชี้นำด้วยดารา (ดวงดาว) … จิ๊กซอว์ที่จะต่อภาพดังกล่าวก็คือการที่มีความเชื่อมโยงอย่างแปลกประหลาดของการสอดคล้องกันเองโดยอัตโนมัติระหว่างความจริงทางโหราศาสตร์กับความจริงทางจิตวิทยา ซึ่งทำให้เราสามารถแบ่งแยกเวลาได้จากลักษณะเฉพาะตนของแต่ละปัจเจกบุคคล และพร้อมกันนั้น เราก็สามารถแยกลักษณะเฉพาะตนได้ด้วยการใช้เวลาที่แน่นอน ดังนั้นเราจึงได้มาสู่ข้อสรุปว่า อะไรที่เราเรียกว่าแรงขับทางจิตวิทยานั้นก็เป็นวิถีทางซึ่งกำหนดรู้ได้เท่าเทียมกันโดยใช้ตำแหน่งต่าง ๆ ของดวงดาว เนื่องจากว่าเราไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ในเรื่องนี้ เราจึงต้องตั้งสมมติฐานที่แปลกพิเศษขึ้น สมมติฐานในเรื่องนี้กล่าวว่าพลวัตร (ความเปลี่ยนแปลงแปรผันไปไม่คงที) ทางจิตของเราไม่เหมือนกันทีเดียวกับตำแหน่งของดาวต่าง ๆ และมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการสั่นสะเทือนแต่อย่างใด – นี่คือสมมติฐานที่ผิดปกติ มันจะเป็นการดีกว่าที่จะสันนิษฐานว่า มันเป็นปรากฏการณ์ของเวลา … ดาวต่าง ๆ นั้นถูกนำมาใช้อย่างเรียบง่ายโดยมนุษย์เพื่อรับใช้ในฐานะเป็นเครื่องชี้วัดอันแสดงถึงเวลา… – คาร์ล จี. ยุง ในปี ค.ศ. 1929

The collective unconscious…appears to consist of mythological motifs or primordial images, for which reason the myths of all nations are its real exponents. In fact the whole of mythology could be taken as a sort of projection of the collective unconscious. We can see this most clearly if we look at the heavenly constellations, whose originally chaotic forms are organized through the projection of images. This explains the influence of the stars as asserted by astrologers. These influences are nothing but unconscious, introspective perceptions of the collective unconscious. – Carl G. Jung

จิตไร้สำนึกองค์รวม…ปรากฏในรูปแบบที่ประกอบไปด้วย…

Synchronicity does not admit causality in the analogy between terrestrial events and astrological constellations … What astrology can establish are the analogous events, but not that either series is the cause or the effect of the other. (For instance, the same constellation may at one time signify a catastrophe and at another time, in the same case, a cold in the head.) … In any case, astrology occupies a unique and special position among the intuitive methods… I have observed many cases where a well-defined psychological phase, or an analogous event, was accompanied by a transit (particularly when Saturn and Uranus were affected). – Carl G. Jung

ความ “พ้องพร้อม” (สมคล้อย) มิได้เป็นเรื่องที่จะยอมรับได้โดยง่ายโดยการอุปมาในสิ่งที่คล้ายคลึงกันระหว่างเหตุการณ์บนพื้นโลกกับการจัดเรียงตัวของดาวทางโหราศาสตร์ …

Obviously astrology has much to offer psychology, but what the latter can offer its elder sister is less evident. So far as I judge, it would seem to me advantageous for astrology to take the existence of psychology into account, above all the psychology of the personality and of the unconscious. – Carl G. Jung

เป็นที่สังเกตได้ว่าโหราศาสตร์มีบางสิ่งบางอย่างที่จะให้แก่จิตวิทยา แต่อะไรเล่าคือผลที่จะตามมาในการที่โหราศาสตร์ได้เสนอตัวพี่สาวคนโตมาให้โดยขาดหลักฐานที่ชัดเจน…

It is indeed very difficult to explain the astrological phenomenon. I am not in the least disposed to an either-or explanation. I always say that with a psychological explanation there is only the alternative: either and or! This seems to me to be the case with astrology too. – Carl G. Jung in a letter to Hans Bender, April 10, 1958, Carl G. Jung Letters, Volume 2, 1951-1961, p. 428.

มันเป็นการยากเสียจริง ๆ ที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางโหราศาสตร์ ฉัน…

The truth is that astrology flourishes as never before. There is a regular library of astrological books and magazines that sell for far better than the best scientific works. The Europeans and Americans who have horoscopes cast for them may be counted not by the hundred thousand but by the million. Astrology is a flourishing industry. … If such a large percentage of the population has an insatiable need for this counter pole to the scientific spirit, we can be sure that the collective psyche in every individual – be he never so scientific – has this psychological requirement in equally high degree. A certain kind of “scientific” scepticism and criticism in our time is nothing but a misplaced compensation of the powerful and deep-rooted superstitious impulses of the collective psyche. – C.G. Jung, Two Essays on Analytical Psychology

ความจริงก็คือว่า โหราศาสตร์นั้นรุ่งเรืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในห้องสมุดโดยทั่วไปนั้นเป็นความปกติอย่างยิ่งที่มีหนังสือและนิตยสารเกี่ยวกับโหราศาสตร์ซึ่งขายดียิ่งกว่าผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเสียอีก ชาวยุโรปและอเมริกันผู้ซึ่งมีแผนภาพดวงชะตานั้นอาจจะนับได้ไม่ใช่แค่แสนคน แต่เป็นล้านคน โหราศาสตร์เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเรืองรอง … ถ้าประชากรจำนวนมากเปอร์เซ็นต์เหล่านั้นมีความต้องการที่ไม่รู้จักอิ่มพอเหลือเกินต่อหลักยึดอันนับได้นี้ว่าเป็นจิตวิญญาณเชิงวิทยาศาสตร์ เราคงจะแน่ใจได้ว่าจิตที่เป็นองค์รวมมีอยู่ในทุก ๆ ปัจเจกบุคคล แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อิงกับวิทยาศาสตร์ก็ตาม ความต้องการเชิงจิตวิทยานี้ก็มีความสำคัญอย่างสูง รูปแบบที่เกิดขึ้นของความแคลงใจทาง “วิทยาศาสตร์” และการวิพากษ์ในช่วงเวลาของเรานี้ มิใช่อะไรนอกจากเป็นเครื่องชดเชยหรือของทดแทนกันซึ่งผิดที่ผิดทางอันเกิดมาจากแรงกระตุ้นต่าง ๆ ของจิตองค์รวมอันซึ่งมาจากความงมงายที่ฝังลึกถึงรากเหง้าและทรงพลัง – ซี.จี. ยุง, สองข้อเขียนในเรื่องจิตพิเคราะห์

While studying astrology I have applied it to concrete cases many times. … The experiment is most suggestive to a versatile mind, unreliable in the hands of the unimaginative, and dangerous in the hands of a fool, as those intuitive methods always are. If intelligently used the experiment is useful in cases where it is a matter of an opaque structure. It often provides surprising insights. The most definite limit of the experiment is lack of intelligence and literal-mindedness of the observer. … Undoubtedly astrology today is flourishing as never before in the past, but it is still most unsatisfactorily explored despite very frequent use. It is an apt tool only when used intelligently. It is not at all foolproof and when used by a rationalistic and narrow mind it is a definite nuisance. – C. G. Jung: Letters, volume 2, 1951-1961, pages 463-464, letter to Robert L. Kroon, 15 November 1958

ในขณะที่กำลังทำการศึกษาโหราศาสตร์ ฉันได้ประยุกต์ใช้มันอย่างเป็นรูปธรรมกับคนไข้ในหลาย ๆ ครั้ง … ประสบการณ์ที่ได้นั้นเป็นการได้คำแนะนำแก่จิตใจอย่างรอบด้าน ทั้งเป็นความเชื่อถือไม่ได้ที่อยู่ในมือของคนที่ขาดจินตนาการ ทั้งเป็นอันตรายที่อยู่ในมือของคนโง่ และทั้งเป็นเครื่องมือในการหยั่งรู้ที่ให้ความกระจ่างได้เสมอ ถ้าหากถูกใช้ร่วมกับประสบการณ์อย่างฉลาดก็จะเกิดประโยชน์กับกรณีของคนไข้ในเรื่องซึ่งมีโครงสร้างอันเข้าใจยาก บ่อยครั้งที่มันได้ทำให้เกิดความรู้แจ้งที่น่าตื่นตาตื่นใจ ข้อจำกัดที่เห็นชัดที่สุดของประสบการณ์ก็คือ มันขาดซึ่งความฉลาดและเป็นจิตใจที่คิดแบบตรงทื่อตามตัวอักษรของผู้สังเกตการณ์ … ไม่ต้องสงสัยเลยว่า โหราศาสตร์ในทุกวันนี้กำลังรุ่งเรืองอย่างไม่เคยมีมาก่อนในอดีต แต่ยังคงมีความไม่เป็นที่พึงพอใจในด้านการค้นไปให้ลึกซึ้งเมื่อเทียบกับการนำมาใช้อย่างบ่อยครั้ง มันเป็นเครื่องมือที่เฉลียวเฉพาะเมื่อถูกใช้อย่างฉลาด มันมิได้เป็นเครื่องป้องกันความโง่ และเมื่อถูกใช้โดยจิตใจที่คิดแบบอิงเหตุผลและคับแคบ มันจะเป็นสิ่งรบกวนที่น่ารำคาญอย่างยิ่ง – ซี.จี. ยุง: ใน “จดหมาย”, เล่ม 2, ปี ค.ศ. 1951-1961, หน้า 463-464, เป็นจดหมายไปถึง โรเบิร์ต แอล, ครูน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1958

Astrology is knocking at the gates of our universities: A Tbingen professor has switched over to astrology and a course on astrology was given at Cardiff University last year. Astrology is not mere superstition but contains some psychological facts (like theosophy) which are of considerable importance. Astrology has actually nothing to do with the stars but is the 5000-year-old psychology of antiquity and the Middle Ages. – C.G. Jung in a letter to L. Oswald on December 8, 1928, in Carl G. Jung, Letters, vol. 1, 1973

โหราศาสตร์คือการเคาะประตูใหญ่แห่งความเป็นสากลจักรวาลของพวกเรา: ศาสตราจารย์ “โทบินเกน” ท่านหนึ่งได้เปลี่ยนไปสู่โหราศาสตร์และหลักสูตรการเรียนในเรื่องโหราศาสตร์ซึ่งเปิดสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟเมื่อปีก่อน โหราศาสตร์มิใช่ความเชื่อเรื่องงมงาย (เหมือนเรื่องโชคลาง ผีสาง ไสยศาสตร์) แต่บรรจุไว้ด้วยความจริงทางจิตวิทยา (เหมือน “เทวหลักการ” หรือความคิดด้านปรัชญาที่ยึดหลักเทวหลักการ) ซึ่งมีความสำคัญควรค่าแก่การพิจารณา โหราศาสตร์มิได้ทำอะไรกับดวงดาวอย่างแท้จริงนัก หากแต่เป็นวิชาจิตวิทยาในสมัยโบราณที่มีอายุ 5,000 ปีมาแล้วจนถึงในยุคกลาง – ซี.จี. ยุง ในจดหมายที่ส่งไปถึง แอล. ออสวอล์ด เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1928

ทฤษฎีโหราศาสตร์

ทฤษฎีโหราศาสตร์คือการอธิบายว่า เหตุใดดวงดาวหรือนิมิตสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรวมทั้งการเสี่ยงทาย จึงสามารถเชื่อมโยงเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของมนุษย์ได้ มีนักวิชาการสาขาต่าง ๆ อธิบายไว้ตามมุมมองและแนวทางของศาสตร์ที่ตนใช้ เช่น นักฟิสิกส์ นักจิตวิทยา เป็นต้น ผู้วิจัยจะไม่กล่าวถึงทฤษฎีโหราศาสตร์โบราณที่ว่าดวงดาวบนท้องฟ้าคือเทพเจ้าทั้งหลายที่มีอำนาจดลบันดาลให้มนุษย์เป็นไปต่าง ๆ นานา เนื่องจากเป็นความเชื่อโบราณที่ล้าสมัย แต่จะใช้การอธิบายโดยใช้ความรู้วิทยาการสมัยใหม่ โดยสรุปได้ ๒ ทฤษฎีหลักดังนี้

๒.๒.๑ ทฤษฎีแรงส่งจากดวงดาว
ทฤษฎีนี้เป็นแนวการอธิบายที่ใช้กันมากที่สุด และใช้กันมายาวนาน โดยเชื่อว่าดวงดาวมีแรงส่งทำให้มีผลเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตบนโลก ในทางวิทยาศาสตร์กล่าวว่าดวงดาวทั้งหลายมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่งออกมาและจะเปลี่ยนแปลงไปตามเคลื่อนที่ของวัตถุบนฟากฟ้า ระบบประสาทของมนุษย์จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้านั้น ถึงแม้ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจังจนมีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ก็มีผลการศึกษาที่น่าสนใจของกลิน (Glynn) ซึ่งเสนอแผนภาพแสดงผลกระทบของดวงดาวต่อชีวิตมนุษย์ [13] ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของเขา ดังแสดงในรูปที่ ๒.๑
cosmic_causal

สำหรับการตอบสนองของเด็กแรกเกิดต่อตำแหน่งดวงดาวในแผนภาพ ดร.ยูเกน โจนัส (Dr.Eugen Jonas) จิตแพทย์ชาวสโลวาเกีย ค้นพบว่า ขณะทารกเกิดเป็นช่วงที่วงรอบเมแทบอลิซึมของเขาถึงจุดสูงสุดและเด็กจะเป็นผู้ที่กำหนดการเกิดของตัวเอง โดยหลั่งฮอร์โมนแอดรินาลีนเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ การทดลองของดร.โจนัสพบว่าจุดสูงสุดของวงรอบนี้จะเกิดขึ้นสม่ำเสมอ สอดคล้องกับมุมระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ในดวงกำเนิดของแต่ละบุคคล ปรากฏการณ์นี้ทำให้เชื่อได้ว่าทารกมีบุคลิกภาพที่แฝงเร้นมาตั้งแต่เกิด [14]

ศาสตราจารย์จอร์จส์ ลัคฮอฟสกี (Georges Lakhovsky) นักชีววิทยาและฟิสิกส์ชาวรัสเซียได้ศึกษาเรื่องนี้เช่นกัน ลัคฮอฟสกีได้แสดงไว้ว่า รังสีที่แผ่มาจากอวกาศมาสู่โลกเกิดจากดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ต่าง ๆ รังสีนี้มีผลต่อโครโมโซมของเซลล์ซึ่งเป็นตัวรับสัญญาณไฟฟ้าจักรวาล โดยนำมาแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าอันเป็นแรงลึกลับเรียกว่า ชีวิต และในลักษณะเดียวกันลัคฮอฟสกีก็คิดว่า เซลล์สมองทำหน้าที่เหมือนเสาอากาศในการรับสัญญาณที่แผ่มาจากดวงดาวเหมือนเสาวิทยุ [15]

เรื่องนี้อาจจะอธิบายด้วยทฤษฎีควอนตัมได้ กล่าวคือ ตามหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน อธิบายว่าสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นเพียงกลุ่มของอนุภาคหรือคลื่นมากมาย ต่อเชื่อมเรียงกันไป เสมือนเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั่วทั้งจักรวาล ในสภาพของสิ่งที่เป็นอนุภาคหรือคลื่นที่เรียกว่าควอนตัมนี้จะมีปฏิสัมพันธ์กันได้เสมอ การเปลี่ยนแปลงสถานะของอนุภาคหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อสถานะของอีกอนุภาคหนึ่งได้ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันเพียงใด [16]

๒.๒.๒ ทฤษฎีองค์รวม
แนวคิดแบบองค์รวม (holistic) อธิบายว่าทุกสิ่งในจักรวาลรวมกันเป็นระบบเดียว ภายในระบบใหญ่ มีระบบย่อยที่มีโครงสร้าง รูปแบบ และความเป็นไปสอดคล้องกับระบบใหญ่ ดังจะเห็นได้จากโครงสร้างของจักรวาลกับโครงสร้างของอะตอมมีลักษณะที่คล้ายกัน อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติแบบเดียวกัน ทุกส่วนของจักรวาลมีความสัมพันธ์สอดคล้องกันหมด นักจิตวิทยาคนสำคัญของโลกคือคาร์ล กุสตาฟ จุง (Carl Gustav Jung) เรียกความสอดคล้องต้องกันนี้ว่า ซิงโครนิซิตี (synchronicity) โดยจุงได้อิทธิพลความคิดมาจากคัมภีร์อี้จิงของจีนโบราณ เขาพบว่าเหตุการณ์บังเอิญหลายครั้งเกิดขึ้นอย่างมีความหมายสอดคล้องกันโดยไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน บางครั้งอี้จิงสามารถบอกถึงรูปแบบของความหมายที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ปัจจุบันไปสู่เหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกัน ปรากฏการณ์นี้อาจจะเรียกว่า การเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างมีความหมาย (meaningful coincidence) หรือหลักการเชื่อมโยงที่ไม่สัมพันธ์เชิงเหตุ (acausal connecting principle) [17]

ตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับจุงเองระหว่างการบำบัด คนไข้ของเขาได้ฝันถึงเครื่องประดับที่เป็นแมลงปีกแข็งทองคำและกำลังสนทนากับจุงในเรื่องนี้ ทันใดนั้นมีเสียงเกิดขึ้นที่กระจกหน้าต่าง ปรากฏเป็นแมลงปีกแข็งตัวหนึ่งกำลังพยายามจะเข้ามาในห้อง จุงอธิบายเหตุการณ์นี้ว่าภาพของแม่แบบ (archetype) ในความฝันอาจจะเกิดขึ้นสอดคล้องกับเหตุการณ์ภายนอก แม่แบบไม่ได้อยู่ในโลกของจิตเท่านั้นแต่อาจรุกล้ำข้ามเขตมาปรากฏในโลกภายนอกได้ จุงใช้คำว่าซิงโครนิซิตีเมื่อภาพในจิตกับเหตุการณ์ภายนอกเกิดขึ้นพร้อมกัน และเหตุการณ์นี้จะเกิดบ่อยเมื่อจิตสำนึกมีกำลังอ่อน และจิตใต้สำนึกมีกำลังกว่า [18]

รายการอ้างอิง
[13] Stephen Arroyo, Astrology, Psychology and the Four Elements, (USA : CRCS Publications, 1975), p. 37.
[14] Ibid., p. 38.
[15] B.V. Raman, Planetary Influences on Human Affairs, (Bangalore : IBH Prakashana, 1980), pp. 56-57.
[16] โอฬาร เพียรธรรม, ตามหาความจริง วิทยาศาสตร์กับพุทธธรรม ศาสตร์ที่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ธรรมดา, ๒๕๔๙), หน้า ๒๐๕-๒๐๖.
[17] Ann Casement, Carl Gustav Jung, (UK : SAGE Publications, 2001), pp. 149-150.
[18] Ibid., p. 150.

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 21st, 2010 at 23:51
Posted By: fiatza
Posted in: ดูดวง

ได้อ่านงานวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเรื่อง “ธุรกิจหมอดูปี’49 : คนกรุงเทพฯจ่ายเงินดูหมอ 2,400 ล้านบาท” คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับนักโหราศาสตร์จึงขอนำบทคัดย่อมาเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับทุกท่านครับ

ธุรกิจหมอดู เป็นธุรกิจที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรืองหรือซบเซา คนกรุงเทพฯส่วนหนึ่งต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น ทำให้เกิดอาการเครียด ภาวการณ์เช่นนี้ทำให้ทุกคนพยายามหาทางออกที่ดีกว่าให้กับชีวิตและจิตใจของตนเอง โดยที่ปรึกษาที่เป็นทางเลือกหนึ่งของคนกรุงเทพฯจำนวนไม่น้อยคือ“หมอดู” ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบรรดาหมอดูที่มีชื่อเสียงจะเพิ่มราคาค่าบริการแต่ก็ยังมีลูกค้าไปอุดหนุนกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากการใช้บริการหมอดูเป็นการส่วนตัวแล้ว ในปัจจุบันบรรดาหนังสือและนิตยสารต่างๆก็จะมีการตีพิมพ์คำทำนายชะตาชีวิตสอดแทรกเข้ามาเป็นหนึ่งในคอลัมภ์ประจำให้กับผู้อ่าน ซึ่งบริการหมอดูก็จัดเป็นหนึ่งในคอลัมภ์ยอดฮิตที่มีแฟนประจำไม่น้อยทีเดียว นอกจากนี้ในช่วงที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นก็มีการทำนายชะตาชีวิตทั้งในอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และบริการผ่านระบบออดิโอเท็กซ์ ซึ่งบริการเหล่านี้มีทั้งบริการฟรีและต้องเสียค่าใช้จ่าย การดูหมอผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆนี้ทำให้ธุรกิจหมอดูได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน/นักศึกษาหรือกลุ่มเยาวชน ดังนั้นธุรกิจหมอดูจึงเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเงินที่สะพัดอยู่ในธุรกิจนี้ในแต่ละปีมีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สำรวจ คนกรุงเทพฯกับการใช้บริการหมอดู ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณจากจำนวนคนที่ใช้บริการหมอดู ความถี่ในการใช้บริการ และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการใช้บริการ คาดว่าในปี 2549 ธุรกิจหมอดูและธุรกิจต่อเนื่องนั้นก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในธุรกิจถึง 2,400 ล้านบาท เมื่อเทียบกับในปี 2548 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 โดยแยกเป็นธุรกิจหมอดูโดยเฉพาะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในปี 2549 ประมาณ 1,700 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเม็ดเงินสะพัดในปี 2548 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 นอกจากนี้ธุรกิจหมอดูยังก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในธุรกิจต่อเนื่องอื่นๆ เช่น ธุรกิจทำบุญ/สะเดาะเคราะห์ ธุรกิจหนังสือพยากรณ์ดวงชะตา รวมไปถึงธุรกิจสื่อสารประเภทอินเตอร์เน็ตและออร์ดิโอเท็กซ์ที่ให้บริการดูหมอ เป็นต้น โดยคำนวณได้ว่าในปี 2549 ธุรกิจหมอดูทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในธุรกิจต่อเนื่องถึง 700 ล้านบาทใกล้เคียงกับในปี 2548

จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้บริการหมอดูของกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด พบว่า

-ลักษณะการพึ่งพาธุรกิจหมอดู แยกออกเป็นผู้ที่ดูหมอเป็นประจำร้อยละ 23.0 ของกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มที่ดูหมอทุกครั้งที่มีโอกาสร้อยละ 33.1 และกลุ่มที่ดูหมอเฉพาะเวลาที่มีปัญหาร้อยละ 38.4 และที่เหลืออีกร้อยละ 5.6 นั้นจะพึ่งบริการหมอดูตามความสะดวก อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับพฤติกรรมการดูหมอของคนกรุงเทพฯที่ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยทำการสำรวจในปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ คือ คนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างหันมาสนใจพึ่งพาธุรกิจหมอดูเป็นประจำมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

-ปัญหายอดนิยม ปัญหายอดนิยม 3 อันดับแรกที่นำไปปรึกษาหมอดู คือ ปัญหาในเรื่องการงาน ปัญหาเรื่องการเงิน และปัญหาความรัก ซึ่งแตกต่างจากผลการสำรวจในครั้งที่ผ่านมา กล่าวคือคนกรุงเทพฯเริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาในเรื่องการงานมากขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับผลสำรวจที่ผ่านมา

-ความถี่ในการใช้บริการหมอดู ในปี 2549 คนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างใช้บริการหมอดูเฉลี่ย 5.23 ครั้ง และเสียค่าใช้จ่ายในการดูหมอเฉลี่ย 154.87 บาทต่อครั้ง อย่างไรก็ตามความถี่ในการไปดูหมอและค่าใช้จ่ายในการดูหมอนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากเมื่อเทียบระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้งในแง่ของเพศ ระดับการศึกษาและอาชีพ เนื่องจากคนส่วนใหญ่เสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่า 200 บาทต่อครั้ง แต่ก็มีกลุ่มตัวอย่างบางรายยินดีจะจ่ายเกินกว่า 1,000 บาทต่อครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อถือในตัวหมอดูแต่ละคน

นอกจากนี้เมื่อเทียบกับผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้บริการหมอดูจากการสำรวจครั้งที่ผ่านมาแล้วพบว่าทั้งความถี่ในการใช้บริการหมอดูต่อเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการใช้บริการหมอดูมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากบรรดาผู้ที่นิยมดูหมอบางส่วนหันไปใช้บริการหมอดูที่ให้บริการฟรีหรือ จึงพอจะสรุปได้ว่าไม่ว่าหมอดูจะขึ้นราคาค่าบริการแต่คนกรุงเทพฯก็ยังนิยมไปใช้บริการหมอดู

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการดูหมอของคนกรุงเทพฯ

ปี

ความถี่

(ครั้ง/ปี)

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย*

(บาท/ครั้ง)

เม็ดเงินสะพัด

เฉพาะการดูหมอ

(ล้านบาท)

เม็ดเงินสะพัด

ธุรกิจเกี่ยวข้อง**

(ล้านบาท)

เม็ดเงินสะพัดรวม

(ล้านบาท)

2544

2.00

200.00

1,000

500

1,500

2545

2.00

300.00

1,500

500

2,000

2548

3.49

270.34

1,600

700

2,300

2549

5.23

154.87

1,700

700

2,400

ที่มา : โพลล์ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

หมายเหตุ : *ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยจะแตกต่างกันอย่างมาก เนื่องจากบางคนไม่เสียค่าใช้จ่าย ในขณะที่บางคน

เสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 2,000 บาทต่อครั้ง

**ธุรกิจสังฆทาน สะเดาะเคราะห์อื่นๆ หนังสือ/ตำรา ฯลฯ

-ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการเลือกหมอดู ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการเลือกหมอดู คือ ร้อยละ 58.7 ของกลุ่มตัวอย่างได้รับการแนะนำจากเพื่อนหรือญาติ ร้อยละ 21.2 ไปดูหมอเพราะได้ยินชื่อเสียงของหมอดู ร้อยละ 14.5 ไปตามคำแนะนำของหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร และที่เหลืออีกร้อยละ 5.7 ไม่ได้เจาะจงหมอดูคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเพียงแต่โอกาสเอื้ออำนวยให้ดูหมอในช่วงนั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเป็นที่สังเกตได้ว่าการแนะนำจากเพื่อนหรือญาตินั้นยังคงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งทุกครั้งที่มีการสำรวจถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลในการเลือกหมอดู

อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่าสนใจการถูกหมอดูหลอกโดยเฉพาะการเรียกเงินเป็นจำนวนสูงเพื่อทำพิธีสะเดาะห์เคราะห์/ทำเสน่ห์ ซึ่งนับว่าเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยบรรดาหมอดูที่ดีมีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่ในธุรกิจหมอดูด้วย โดยอาศัยความเชื่อถือวิชาชีพหมอดูเพื่อเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งก็มีข่าวคราวปรากฏในสื่อต่างๆอยู่เสมอ คนกรุงเทพฯที่ใช้บริการหมอดูนั้นร้อยละ 14.6 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดระบุว่าถูกหมอดูหลอก ร้อยละ 49.9 นั้นไม่แน่ใจว่าถูกหลอกหรือไม่ และร้อยละ 35.5 นั้นไม่เคยถูกหมอดูหลอก

นอกจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการทำบุญ/สะเดาะห์เคราะห์แล้วบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ยังสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯที่สนใจธุรกิจหมอดูร้อยละ 39.7 ซื้อหนังสือทำนายดวงชะตามาอ่าน ร้อยละ 32.3 ซื้อทัวร์เพื่อตระเวนไหว้พระในประเทศ ร้อยละ 4.8 ซื้อเทป/ซีดีทำนายดวง และร้อยละ 2.3 ซื้อทัวร์เพื่อไหว้พระในต่างประเทศ และที่เหลืออีกร้อยละ 20.9 เลือกทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหมอดู ซึ่งกิจกรรมที่นิยมมากที่สุดคือการเลือกเรียน/ศึกษาหมอดู ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณเป็นเม็ดเงินสะพัดในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเหล่านี้แล้วพบว่าก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดประมาณ 200 ล้านบาท ธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการดูหมอ โดยเฉพาะตำราที่ใช้ประกอบในการดูหมอ ซึ่งมีวางจำหน่ายอย่างหลากหลาย สำหรับผู้ที่สนใจจะหาซื้อไว้เพื่อศึกษาด้วยตนเอง หรือซื้อไปใช้สำหรับการประกอบอาชีพหมอดูในอนาคต โดยในร้านจำหน่ายหนังสือหลายแห่งจัดวางหนังสือเกี่ยวกับหมอดูไว้เป็นมุมเฉพาะเพื่อตอบสนองผู้อ่านที่สนใจหนังสือด้านนี้ ส่วนอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นไพ่ป๊อก ไพ่ทาโร่หรือไพ่ยิปซี แว่นขยาย ปฏิทิน 100 ปีสำหรับดูตำแหน่งของดาวต่างๆในวันเกิดของผู้ที่ต้องการดูหมอ ฯลฯ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการดูหมอเหล่านี้มียอดขายเพิ่มขึ้นตามความนิยมของธุรกิจหมอดู โดยบรรดาหมอดูสมัครเล่นต้องการซื้ออุปกรณ์เหล่านี้เพื่อไปประกอบในการศึกษาตำราหมอดู ธุรกิจหนังสือและเทปพยากรณ์ดวงชะตา โดยเฉพาะหนังสือและเทปเฉพาะกิจที่เป็นคำทำนายดวงชะตาตลอดทั้งปีตามดวงวันเกิด 12 ราศี ซึ่งจะออกวางจำหน่ายในช่วงปลายปีและต้นปี หนังสือและเทปดังกล่าวนี้มีวางจำหน่ายในร้านขายหนังสือและได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจโรงเรียนสอนการพยากรณ์ดวงชะตา ปัจจุบันคนกรุงเทพฯสนใจดูหมอมาก ทำให้อาชีพหมอดูเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากมีโอกาสที่จะมีรายได้งามถ้ามีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในปัจจุบันมีผู้ที่เป็นหมอดูสมัครเล่นมากมายที่สนใจศึกษาด้วยตนเอง และการเรียนรู้จากบรรดาอาจารย์หมอดูทั้งหลาย ดังนั้นโรงเรียนสอนการพยากรณ์ดวงชะตานั้นจึงเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มแจ่มใสไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกรณ์ไทย

Tags: , , , , , ,




กุมภาพันธ์ 21st, 2010 at 23:47
Posted By: fiatza
Posted in: ดูดวง

ดวง หรือ Horoscope ในภาษาไทย ดวงชะตา หมายถึง เกณฑ์ที่กำหนดชีวิตของคน หรือสัตว์ ตลอดจนบ้านเมือง อาจกล่าวได้ว่า ดวงชะตา ของแต่ละบุคคล หรือแต่ละชีวิต หรือแต่ละสถานที่ย่อมมีความแตกต่างกันไป ตามช่วงเวลา, ระยะเวลาที่ชีวิต หรือสิ่งเหล่านั้นกำเนิดขึ้รวมถึงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ก็มีผลต่อ ดวงชะตา เช่นกัน จะเห็นว่าหลาย ๆ คนนิยมตรวจสอบ ดวงชะตา ของตนเอง หรือสภาพแวดล้อมที่ตนเองอาศัยอยู่

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทราบพื้นฐานความเป็นมาของ ดวงชะตา ตลอดจนข้อมูลในอนาคต หรือที่เรียกกันว่า ชะตากำหนด ทั้งนี้ก็เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้น มามาคำนวณหาทางปรับแก้ที่ดีที่สุด เพื่อการดำรงอยู่ในทางที่เหมาะที่ควรในอนาคต ซึ่งเราหลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับการเสริมดวง, การผูกดวง ฯลฯ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคล ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการดำรงชีวิต

(ที่มา เว็บกระปุก.คอม)

การดูดวงเป็น กิจกรรมเพื่อรับรู้ดวงชะตาของบุคคลหรือสถานที่ เช่นดวงเมืองเพื่อจะรับทราบข้อมูลในอนาคตตามแต่ความเชื่อและขอคำแนะนำในการตัดสินใจ การดูดวงจะมีคำทำนายเป็นผลลัพธ์ ผู้ที่ทำนายเรียกว่า หมอดู และผู้ที่ถูกดูเรียกว่า เจ้าชะตา การดูดวงมีมาแต่ครั้งโบราณ แม้กระทั่งยามออกรบ ก็จะดูดวงชะตาว่าควรรบหรือไม่ การดูดวงถือว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสร้างความมั่นใจอย่างหนึ่ง

ปัจจุบันการดูดวงมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคล ซึ่งเรื่องส่วนใหญ่ที่นิยมนำมาดูดวง คือ เนื้อคู่ความรักหน้าที่การงานการศึกษาการค้าและ การเงิน

การดูดวงด้วยวิธีต่างๆ

การดูดวงตามวันเกิด

  • ทำนายดวงตามราศี(ราศีเมษราศีพฤษภราศีเมถุนราศีกรกฎราศีสิงห์ราศีกันย์ราศีตุลย์ราศีพิจิกราศีธนูราศีมังกรราศีกุมภ์ราศีมีน)
  • ทำนายดวงตามวันเกิดในรอบสัปดาห์(วันอาทิตย์วันจันทร์วันอังคารวันพุธวันพฤหัสบดีวันศุกร์วันเสาร์)
  • ทำนายดวงตามปีนักษัตร(ชวดฉลูขาลเถาะมะโรงมะเส็งมะเมียมะแมวอกระกาจอกุน)
  • ทำนายดวงตามชื่อ
  • ธาตุหลักทั้ง 4
  • กราฟชีวิต

การดูดวงด้วยการเสี่ยงทาย

  • การดูดวงด้วยไพ่ป๊อก
  • การดูดวงด้วยไพ่ทาโรต์
  • การเสี่ยงเซียมซี
  • การเสี่ยงทายด้วยทราย
  • การเสี่ยงทายด้วยหนังสือ

การดูดวงด้วยรูปพรรรณของเจ้าชะตา

  • การดูลายมือ
  • การดูลายเท้า
  • การดูโหงวเฮ้ง

จิตวิทยากับการดูดวง

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เหตุผลที่การดูดวงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายนั้นมีสาเหตุมากกว่าไสยศาสตร์หมอดูใช้หลักทางจิตวิทยาหลายประการเช่น

  • การดูดวงช่วยลดความกังวลให้กับผู้รับฟัง
  • การดูดวงสร้างความบันเทิงให้กับผู้รับฟัง
  • หมอดูมักจะพูดสิ่งที่ผู้รับฟังคำทำนายอยากจะได้ยิน
  • คำทำนายมักจะเป็นคำทำนายกว้างๆ และเป็นสิ่งที่เป็นความจริงทำให้โอกาสในการทำนายผิดพลาดมีน้อย
    (ที่มา พรทิพย์070.212คาเฟ่.คอม)

อยากดูดวงกับหมอดู คลิกที่นี่

Tags: , , , , , , ,




ธันวาคม 27th, 2009 at 00:46
Posted By: fiatza
Posted in: ดูดวงทายนิสัย

เผลอแป๊บเดียวสิ้นปีอีกแล้ว ปีหน้าเป็นปีเสือ บ้างก็ว่าเสือหมอบ บ้างก็ว่าเสือดุ จริงเท็จประการใด จะละเหี่ยใจหรือหัวใจพองฟู

คงต้องให้เหล่าหมอดูดังช่วยตรวจดวงเมือง คาดการณ์ดูดาวบนท้องฟ้าว่าอย่างไรมาอ่านกันได้ ณ บัดนี้

ครึ่งปีแรกการเมืองยังไม่นิ่ง

หมอดอน-ชัชวาล เผ่าสวัสดิ์ หมอดูรุ่นใหม่ไฟแรง ที่มีงานหลักเป็นทนายความ เป็นนิติกร 8 อยู่ที่บริษัท ทีโอที ส่วนงานอดิเรกรับดูดวงยามว่าง ดูไปดูมาลูกค้าปากต่อปากกันจนคิวยาวเหยียด สำหรับดวงปีหน้าเฉพาะครึ่งปีแรก ในแง่การเมืองนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีในตำแหน่งสำคัญๆ รวมทั้งอาจมีการแต่งตั้งตำแหน่งพิเศษเฉพาะกิจทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลดีในช่วงสั้นๆ ก่อนจะกลายเป็นปมขัดแย้งของรัฐบาล-ฝ่ายค้าน อาจมีผลที่น่ากลัวตามมา เช่น การข่มขวัญให้ตื่นตระหนกและการใช้กำลังมวลชนเข้าห้ำหั่นกัน แต่ไม่รุนแรง

ครึ่งปีหลังระวังอุบัติเหตุหมู่

บรรยากาศในบ้านเมืองยังชวนให้ไม่น่าไว้วางใจ อาจมีข่าวเศร้าสะเทือนใจจากเหตุการณ์การสูญเสียโดยอุบัติเหตุหมู่ หรือการสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตครั้งใหญ่ จะมีฝูงชนออกมาท้าทายอำนาจรัฐมากขึ้น ทำให้บรรยากาศทางการเมืองไม่ค่อยจะดีนัก อาจมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญๆ ได้ ระวังทาง 3 จังหวัดภาคใต้จะมีการก่อการร้ายรุนแรง การซุ่มทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐรายวันมีให้เห็นมากขึ้น พี่น้องประชาชนควรอยู่ในที่ตั้งส่วนตัวมากกว่าจะไปอยู่รวมกลุ่มในหมู่คณะใดๆเศรษฐกิจปีหน้า พี่น้องประชาชนยังคงต้องทุกข์เรื่องการเงินการทอง ธุรกิจโดยรวมไม่สู้ดี รวมทั้งการเงินการธนาคาร นักเล่นหุ้นทั้งหลายให้ระวังความผันผวนที่จะเกิดขึ้น แต่เมื่อเข้ากลางปีไปแล้ว ธุรกิจมีเกณฑ์ฟื้นตัว แต่โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ลบมากกว่าเกณฑ์บวก

ดีขึ้นแต่ยังไม่ 100%

ทศพร ศรีตุลา” หรือ “ซินแสช้าง” ซินแสหนุ่ม (น้อย) ที่ชื่อกำลังดังอยู่ในแวดวงนักธุรกิจการเมือง ด้วยมาดของซินแสไฮเทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยตั้งแต่ PDA ไอโฟน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ภาพถ่ายแผนที่ดาวเทียม และกูเกิลเอิร์ท รวมทั้งอีกมากเพื่อใช้ประกอบการทำนายทายทัก สำหรับดวงปีหน้าโดยรวมจะดีขึ้น และจะดีแบบเต็ม 100% ในปี 2554บอกตามดาว ปีหน้าดาวพฤหัสบดีย้ายจากราศีกุมภ์เข้าราศีมีน ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. เล็งพระเสาร์ ร่วมมฤตยู ในเดือนเม.ย.ปีหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือพลิกผันครั้งสำคัญเกิดขึ้น เพราะพฤหัสบดีกับเสาร์ถือเป็นดาวชุดแห่งการผลัดเปลี่ยน จะมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น และสิ่งใหม่นั้นน่าจะเป็นเรื่องดี

“พฤหัสฯ ในราศีมีนทำมุมวินาศกับดวงเมือง จะมีการเช็กอัพอะไรหลายอย่าง และจะเป็น “บิ๊กเคส” อีกครั้งหนึ่ง อาจมีการรื้อฟื้นหรือวางระบบใหม่อย่างใดอย่างหนึ่ง มีการประกาศตัวอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจเลือกว่าจะเอาหรือจะไปทางใดทางหนึ่งที่ชัดเจน” ซินแสช้าง กล่าว

รอรุ่งปี 2554

ซินแสช้างห่วงในช่วงก่อนเดือนเม.ย. โดยเฉพาะช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนม.ค. ที่ดาวหลายดวงจะมาชุมนุมกัน โดยเฉพาะดาวพุธที่โคจรผิดปกติในช่วงนั้น อาจทำให้การสื่อสารผิดพลาดเกิดความเข้าใจผิดและบานปลาย หากผ่านช่วงนี้ไปได้ก็ฉลุยไปถึงเดือนเม.ย. ซึ่งหลังจากตัดสินใจเปลี่ยนแปลงหรือผลักดันสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในเดือนนี้ได้แล้ว บ้านเมืองจะเดินต่อได้ และรุ่งสุดๆ ในเดือนเม.ย. ปี 2554 เมื่อพฤหัสบดีย้ายสู่ราศีเมษ

สำหรับเศรษฐกิจปีหน้าเป็นความหวือหวาของราหู ซึ่งย้ายสู่ราศีธนู ทำมุมศุภะกับดวงเมือง หมายถึงโชคลาภและโอกาสที่จะมาจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวเริ่มพลิกฟื้น แต่ตัวเงินจริงๆ ต้องพิจารณาดาวศุกร์ ซึ่งมีเกณฑ์เดินผิดปกติในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. เพราะฉะนั้นใครที่ทำเยียร์แพลนอยู่ตอนนี้ ต้องระวังและวางแผนให้ดีสำหรับควอเตอร์สุดท้าย

แก้ชงปีขาล

“ปีหน้าเป็นปีที่มีความหวัง ถ้าเป็นกราฟก็เป็นกราฟขาขึ้น อสังหาริมทรัพย์เริ่มดี แต่จะดีเต็มที่ในปี 2554 ธุรกิจท่องเที่ยวโรงแรมเริ่มดี ภาคการเกษตรผลผลิตลด ดินฟ้าอากาศมีปัญหา ส่วนธุรกิจที่ดีคือสายบันเทิง แสงและเงา ดารา นวัตกรรม สิ่งใหม่ๆ และเครือข่ายการสื่อสาร” ซินแสช้าง กล่าว

สำหรับชงขาล หรือคนที่ดวงชงปีขาล เรียงจากน้อยไปหามาก คือ กุน-ขาล-มะเส็ง-วอก คนกรุงเทพฯ ไปไหว้เจ้าตามวัดจีน เพื่อนำดวง (วันเดือนปีเกิด) ฝากไว้ที่วัด พระที่วัดก็จะสวดให้เราทุกวัน ส่วนคนต่างจังหวัดที่ไม่สะดวกเดินทางไปวัดจีน ก็ไปที่โบสถ์เพื่อเขียนชื่อและดวงชะตาฝากไว้กับฐานพระประธานได้เหมือนกัน หรืออีกวิธีหนึ่งซินแสช้างบอกว่าได้ผลดีคือทำเองเลย นั่นคือฝากไว้กับหิ้งพระที่บ้าน วิธีนี้จะตอกย้ำเราให้ต้องสวดมนต์ไหว้พระและมีสติในทุกๆ วัน นี่ล่ะวิธีแก้ชงที่ดีที่สุด

ปี 2553 เศรษฐกิจสดใส…การเมืองยังไม่นิ่ง

ด้านหมอดูหน้าหยก คฑา ชินบัญชร เปิดดวงจากไพ่ยิปซี บอกว่าปีหน้าเป็นปีเสือดินที่เป็นเสือซุ่ม ถือว่าเป็นปีที่ดีกว่าปี 2552 เป็นปีที่พอจะหาจังหวะโอกาสจากการทำธุรกิจได้ โดยภาพรวมทางเศรษฐกิจดูดีขึ้น แต่จะยังได้รับผลกระทบทางการเมืองอยู่บ้าง หลังเดือนมิ.ย. ไปการเมืองจะนิ่งขึ้น เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะเริ่มขยายตัวหลายคนจะเริ่มตั้งหลักได้ การท่องเที่ยว การส่งออก การเกษตร จะเด่นเป็นพิเศษ ด้านราคาทองคำกลางปีหน้าคาดว่าจะขึ้นถึง 2 หมื่นบาท

ปีเสือธาตุดิน หากคิดจะลงทุนทางด้านที่ดิน ทองคำ และ อสังหาริมทรัพย์ จะมีแนวโน้มเรื่องที่ดิน โดยเฉพาะการจับบ้าน คอนโดมิเนียมมือสอง มาปรับปรุงแล้วขายต่อ จะเป็นการทำกำไรที่ดีได้ ส่วนการเมืองยังคงมีความขัดแย้งจนถึงกลางปี โดยอาจมีความวุ่นวาย แต่ครึ่งปีหลังจะเริ่มนิ่ง

ข้อควรระวังคือการเดินทางทางน้ำเพราะเป็นปีเสือธาตุดิน ดินดูดน้ำ การเดินทางทางน้ำให้ระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องแผ่นดินไหว ภัยธรรมชาติที่ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ จะมีผลกระทบช่วงเดือนพ.ค-ส.ค ส่วนปัญหาชายแดนภาคใต้จะถูกแก้ไข หากยังคงมีปัญหาเรื้อรังต่อเนื่องยุทธวิธีไม่ถี่แต่รุนแรง

ต้นปีทั้งปีใหม่ไทย ปีใหม่จีน ควรพกยันต์ฮู้เป็นยันต์สีส้ม ไปเช่าได้ที่ศาลเจ้าพ่อเสือ หรือไปไหว้พระธาตุช่อแฮ ที่ จ.แพร่ เป็นพระธาตุประจำปีขาล ตามตำนานล้านนา ปีหน้าฟ้าใหม่มาเจอกันใหม่ จะปีนี้หรือปีไหนขอให้ดวงดี ดวงเฮง ร่ำรวย ไร้โรคภัย มีความสุขด้วยกันทุกท่านทุกคน

ไหว้พระเสริมกำลังใจ

หมอดอน กล่าวว่า แม้จะเกิดปัญหารุมเร้า แต่เราเป็นชาวพุทธซึ่งมีที่พึ่งทางใจ ได้ไปสักการบูชาแล้วอย่างน้อยก็มีผลบวกต่อจิตใจ โดยในปี 2553 นี้แนะนำให้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเสริมดวงในแต่ละด้านดังนี้

1.เรื่องการเงิน…ปลดหนี้ อยากดวงดีเรื่องการเงิน ควรไปไหว้หลวงพ่อโสธร, วัดไร่ขิง, วัดบางพลีใน จ.สมุทรปราการ, วัดบ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม และวัดเขาตะเครา จ.เพชรบุรี

2.เรื่องค้าขาย หน้าที่การงาน ไหว้พระพิฆเนศวร พระเจ้าตากสินมหาราช รัชกาลที่ 5

3.เรื่องความรัก ไหว้พระตรีมูรติ ท้าวมหาพรหม

4.เรื่องโชคลาภ ไหว้ช้างสามเศียร จ.สมุทรปราการ หลวงพ่อปากแดง จ.นครนายก พุ่มพวง ดวงจันทร์ จ.สุพรรณบุรี

5.ให้ผ่านอุปสรรค-ชนะศัตรู ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนตะนาว เขตพระนคร

ที่มา Posttoday.com

Tags: , ,




ธันวาคม 27th, 2009 at 00:39
Posted By: fiatza
Posted in: ดูดวงทายนิสัย

ดวง ประเทศไทย 2553 (1)

…….ถึงเวลาใกล้สิ้นปีเก่า และขึ้นปีใหม่อีกรอบแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งเทศกาลคริสต์มาส (Christmas) และปีใหม่ (New Year) อีกทั้งเป็นเทศกาลพยากรณ์ของสำนักต่างๆ ไม่ว่าจะโดยนักการเมือง นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ หรือเหล่าบรรดาหมอดูหมอเดาต่างๆ รวมทั้งนักโหราศาสตร์ ช่วงนี้จึงเห็นหนังสือและคำทำนายดวงเมืองปี 2553 เกลื่อนกลาด

-= 1.ทบทวนคำทำนายปี 2552=-
ดวงดาวบนท้องฟ้าในปีที่ผ่านมาพิสูจน์อีก ครั้งว่าสามารถให้ข้อมูลสถานการณ์บ้านเมืองของเราได้เป็นอย่างดี โดยเป็นไปตามคำทำนายที่ให้ไว้เมื่อปลายปีก่อนและต้นปีนี้ ซึ่งขอนำข้อความบางส่วนที่เคยทำนายไว้มาสรุปดังต่อไปนี้
- แม้ว่าได้เปลี่ยนขั้วการเมืองไปแล้ว ….. แต่ความขัดแย้งและแตกแยกในหมู่ชนชั้นปกครองยังไม่จบสิ้น รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ยังต้องเผชิญกับการท้าทายของเหล่าสมุนและลิ่วล้อของ ระบอบทักษิณที่ไม่ยอมเลิกราหรือวางมือ ….. ระบอบทักษิณกำลังดิ้นรนด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย ต้องการพลิกเกมการเมืองให้มีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ส่วนนายอภิสิทธิ์ก็คงตอบโต้ด้วยการพยายามนำตัวอดีตนายกฯ ท่านนี้กลับเมืองไทยเพื่อขึ้นศาล ….. การต่อสู้กันทางด้านกฎหมายและในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งศาลสถิตยุติธรรม ยังมีให้เห็นตลอดทั้งปี 2552 อีกทั้งระดับความเข้มข้นก็ไม่ลดลง
- พฤหัสจะช่วยหนุนฐานะและเสถียรภาพของรัฐบาลในปี 2552 ทำให้รัฐบาลและผู้นำประเทศสามารถบริหารงานได้ราบรื่นขึ้นกว่ารัฐบาลชุดก่อน ที่ผ่านมา อีกทั้งช่วยให้ความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมลดน้อยลงระดับหนึ่ง
- มุมกุมระหว่างมฤตยูจร (Uranus Transit) กับศุกร์ (Venus) ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นได้ ….. มุมนี้บอกถึงอุบัติเหตุ การพลิกผัน หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบฉับพลันหรือคาดไม่ถึง รวมทั้งการประท้วงต่างๆ นานาทางการเมือง โดยมุมนี้จะแนบแน่น (ภายใน 1 องศา) ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 4 พฤษภาคม 2552 (ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ไม่สงบในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา)
- รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะเผชิญกับความเคลื่อนไหวหรือแรงกระเพื่อมต่างๆ ในปี 2552 อีกทั้งไม่มีเวลาให้ตั้งตัว เพราะหลังรับตำแหน่งได้เพียงเดือนเศษๆ ก็จะเผชิญกับการท้าทายของเรื่องราวต่างๆ มากมาย ทำให้อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ โดยความเคลื่อนไหวค่อนข้างสูงในช่วงกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม
- การเมืองในปี 2552 ยังขาดเสถียรภาพ มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันอย่างถึงพริกถึงขิง ความขัดแย้งและแตกแยกในหมู่ชนชั้นปกครองยังไม่เจือจางหรือหายไปไหน อีกทั้งการต่อสู้ระหว่างนายกฯ อภิสิทธิ์กับอดีตนายกฯ ทักษิณจะเผ็ดร้อนขึ้น อย่างไรก็ตาม บุคลิกนิสัยใจคอที่เยือกเย็นกว่า นายสมัคร สุนทรเวช ของนายกฯ คนใหม่ ประกอบกับการโคจรของดาวพฤหัสในเรือนชะตาที่ 10 น่าจะช่วยลดอุณหภูมิทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง
-= 2. เสถียรภาพทางการเมืองปี 2553=-
ดวงดาวให้ข้อมูลว่าการเมืองไทย ปลายปีนี้จนถึงช่วงแรกของปีหน้ามีการเคลื่อนไหวกันคึกคัก เพราะไม่เพียงเสาร์ (Saturn) กำลังโคจรเข้าเล็ง (oppose) หรือทำมุม 180 องศาแนบแน่น (ภายใน 1 องศา) กับพุธ (Mercury) ในเรือนชะตาที่ 11 ของดวงเมือง (อันเกี่ยวกับเรื่องการเมือง รัฐธรรมนูญ รัฐสภา และ/หรือการเลือกตั้ง) แต่พลูโต (Pluto) ก็กำลังโคจรเข้าตั้งฉาก (square) หรือทำมุม 90 องศาแนบแน่น (ภายใน 1 องศา) กับตำแหน่งนี้ด้วยเช่นกัน ช่วงนี้จึงมีข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีปรากฏ
มุมตั้งฉากพุธของพลูโตจรอยู่กับเรานานพอสมควร เพราะจะแนบแน่น (ภายใน 1 องศา) ระหว่างวันที่ 14 มกราคม – 9 กรกฎาคม 2553 และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 – 14 มกราคม 2554 บอกถึงความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองและ/หรือความคิดเห็นทางการเมืองตลอด ครึ่งแรกของปีหน้า อีกทั้งพลูโตจรก็จะตั้งฉากแนบแน่น (ภายใน 1 องศา) กับเนปจูน (Neptune) ซึ่งเป็นดาวครอง (ruler) เรือนชะตาที่ 11 ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 17 พฤษภาคม 2553 และวันที่ 23 ธันวาคม 2553 – 26 กุมภาพันธ์ 2554 ตอกย้ำถึงความขัดแย้งและสับสนวุ่นวายทางการเมือง
มุมตั้งฉากของพลูโตจรกับพุธให้ความหมายที่คล้ายกับมุมตั้งฉากของพลูโตจร กับศุกร์ (Venus) ในเรือนชะตาที่ 11 ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 2548 – 2549 เพราะทั้งพุธและศุกร์ต่างตั้งอยู่ในเรือนชะตาเดียวกัน ในขณะที่ศุกร์หมายถึงความสมานฉันท์หรือความปรองดอง พุธหมายถึงความคิดเห็นและการเจรจา เมื่อเป็นเช่นนี้ ความแตกแยกในรอบนี้จึงเน้นเรื่องอุดมการณ์หรือความคิดเห็นทางการเมืองที่ ต่างกัน ซึ่งเห็นได้จากความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการเรียกร้องให้ปฏิรูป ระบบการเมืองของไทย เพราะกรอบและโครงสร้างการเมืองไม่เหมาะสมอีกต่อไป เป็นต้นตอแห่งความแตกแยกในสังคมที่กว้างขวาง รุนแรง และต่อเนื่อง จนยากจะหาทางออก
หากจำกันได้ มุมพลูโตจรตั้งฉากกับศุกร์ระหว่างปี 2548 – 2549 ทำให้การเมืองไทยร้อนแรง แม้ว่าพรรคไทยรักไทยได้ชนะการเลือกตั้งขาดลอยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ก็ตาม การต่อต้านรัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่เล่นพรรคเล่นพวกและฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างกว้างขวางและโจ๋งครึ่มเริ่มขึ้น หลังเลือกตั้งได้ไม่นาน ความไม่พอใจขยายวงกว้างขึ้นตามลำดับโดยมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแกนนำกลุ่มต่อต้านรัฐบาล จนกลายเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพรรคการเมืองใหม่ใน ปัจจุบัน
การประกาศขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ปให้แก่กองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์โดยไม่ เสียภาษีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้สถานการณ์การเมืองร้อนระอุขึ้นแบบเอาไม่อยู่ ทั้งในและนอกรัฐสภา จนอดีตนายกฯ ทักษิณต้องแก้เกมด้วยการประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 เพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน แต่ก็ถูกพรรคการเมืองฝ่ายค้านต่อต้านด้วยการคว่ำบาตรหรือไม่ส่งผู้สมัครรับ เลือกตั้ง เพราะเห็นว่าระยะเวลาเตรียมตัวนั้นกระชั้นชิด เป็นการเอารัดเอาเปรียบ อีกทั้งปัญหาก็ไม่ได้เกิดจากรัฐสภา แต่เป็นความผิดพลาดและปัญหาส่วนตัวของอดีตนายกฯ ทักษิณเอง
การเลือกตั้งที่ตามมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 จึงถูกประชาชนจำนวนมากคว่ำบาตรด้วยการไม่ลงคะแนนเสียงโดยการกาช่อง “ไม่เลือกใคร” ที่เรียกว่า “โนโหวต” ทำให้หลายสิบเขตไม่มีผู้แทนราษฎร จนต้องมีการเลือกตั้งกันใหม่ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) ก็ถูกสังคมเพ่งเล็งถึงการขาดความเป็นกลางในการจัดการเลือกตั้งซ่อมของวันที่ 23 เมษายน 2549 รวมทั้งการเลือกตั้งที่ผ่านไป เพราะเอื้อประโยชน์ให้พรรคไทยรักไทยชัดเจน
พรรคฝ่ายค้าน รวมทั้งประชาชนที่ไม่พอใจจำนวนมาก จึงได้รวมตัวกันนำเรื่องขึ้นฟ้องร้องต่อศาลต่างๆ  รวมทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จนศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ให้ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะและกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ส่วนกรรมการกกต. 3 คนก็ถูกศาลอาญาพิพากษาว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 แต่ยังไม่ทันถึงวันเลือกตั้ง ก็เกิดการปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอีกครั้ง
ประเด็นจึงมีว่ามุมตั้ง ฉากระหว่างพลูโตจรกับพุธในรอบนี้จะทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงเหมือนปี 2549 หรือไม่ ? หากเป็นเช่นนั้น ก็ย่อมหมายถึงกาลอวสานของรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ
ก่อนจะถึงช่วงที่พลูโตจรเล็งพุธแนบแน่นในปีหน้า มรสุมทางการเมืองคงก่อตัวขึ้นแล้ว เพราะเส่าร์จรจะชิงเล็งพุธแนบแน่น (ภายใน 1 องศา) ก่อน หรือตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคมศกนี้ หรือเหลือเวลาอีกเพียง 3 วันเท่านั้น ไปจนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ปีหน้า บอกถึงปัญหา แรงกดดัน และความท้าทายทางการเมืองที่กำลังตามมา โดยเสาร์จรจะมนต์สนิท (stations) ที่ 4:39 องศาราศีตุลย์ (Libra) ในวันที่ 13 มกราคมปีหน้า ห่างจากการทำมุมเล็งพุธเพียง 8 ลิปดาเท่านั้น นอกจากนี้ ตอนที่เสาร์จรมนต์สนิท ก็ทำมุมกุม (conjunct) หรือ 0 องศากับเนปจูน (Neptune) ซึ่งเป็นดาวครอง (ruler) เรือนชะตาที่ 11 ห่าง 1:22 องศา ตอกย้ำถึงแรงกดดันทางการเมือง
ดาวอีกดวงหนึ่งที่ร่วมวงก่อกวนการเมืองในต้นปีหน้า คือ มฤตยู (Uranus) โดยมฤตยูจรจะกุมศุกร์แนบแน่น (ภายใน 1 องศา) ระหว่างวันที่ 9 มกราคม – 23 กุมภาพันธ์ 2553 มุมเดียวกันนี้ได้สร้างความปั่นปวนและโกลาหลให้บ้านเมืองมาแล้วตอนช่วง สงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงได้ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซี่ยน (ASEAN Summit) ได้สำเร็จ รวมทั้งปิดกั้นถนนและก่อกวนประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ส่วนรัฐบาลก็ต้องแก้เกมด้วยการประกาศใช้พระราชบัญญัติในสถานการณ์ฉุกเฉินและ ส่งกองกำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์
มฤตยูจรจึงทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพได้อีกในปีหน้า รวมทั้งเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองแบบไม่คาดคิด ส่วนทหารก็อาจมีส่วนร่วมในรอบนี้ด้วยเช่นกัน เหมือนตอนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เพียงแต่ครั้งนี้จะเป็นการปฏิวัติรัฐประหารอย่างที่หลายคนเป็นห่วงกันหรือ ไม่ ? ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเป็นไปได้ เพราะศุกร์เป็นดาวครองเรือนชะตาที่ 6 นอกจากนี้ มฤตยูยังหมายถึงการก่อกวน การประท้วง และความปั่นป่วนต่างๆ นานา

ที่มา buddythai.com

Tags: , ,




กันยายน 7th, 2009 at 06:29
Posted By: HONBANNORK
Posted in: โหนบ้านนอก

                                                   บ่นความโหราศาสตร์…เรื่อง…
                                                 สะเดาะเคราะห์หรือจะต่อเคราะห์
                                                                                                   โหนบ้านนอก
                           
“ต่อชีวิตพิสดาร เรียกค่าครูเรือนหมื่น…”
“ร่างทรงกระทืบยายปางตาย อ้างเจ้าพ่อไล่เคราะห์…”
“แจ้งจับหมอดู ลวงค่าพลังจิตต่ออายุ…” ฯลฯ
พาดหัวข่าวในปัจจุบันทำให้รู้สึกหัวใจหดหู่ลงไปมาก ฐานที่เป็นคนในแวดวงหมอดูก็อดคิดไม่ได้ว่า “ทำไมคนถึงได้ใช้วิชาที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ เป็นเครื่องหากินกับศรัทธาของคนได้ถึงเพียงนี้” หรือคงเห็นว่าเป็นช่องทางที่ง่าย ไม่ต้องลงทุนก็ได้ผลตอบแทนมามากมายน่าพอใจเสียเหลือเกิน ยิ่งปัจจุบันนี้ด้วยแล้ว คนยิ่งห่วงสถานะความมั่นคงในชีวิตกันมาก พอมีหมอดูมาทักว่ามีเคราะห์ร้าย ก็อยากจะได้วิธีแก้ไข ซึ่งหมอดูที่มีศีลธรรมก็จะแนะวิถีทางที่ถูกต้องให้ไป แต่อีกด้านก็เป็นช่องทางของหมอดูประเภทหนึ่งที่คอยหากินจากความเชื่อ แนะให้ทำการแก้เคราะห์กับตน ด้วยวิธีการพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมี “เงิน” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ หมอดูประเภทนี้ทำเสมือนตนเป็นพญายมราชหรือพระเจ้าผู้ลิขิตสรรชะตาชีวิตมนุษย์เสียอย่างนั้น จะให้หมดทุกข์หมดเคราะห์เสียก็ได้ แค่ใช้วิธีการพิธีกรรมอย่างที่บอก บางรายเคราะห์ร้ายอยู่แล้วมาเจอหมอดูประเภทนี้อีก ต้องมาจ่ายค่าครูสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาเสริมดวงสารพัด หนีเสือปะจระเข้ เคราะห์หนักมากกว่าเดิมอีกทีนี้ เขาทุกข์มากอยู่แล้ว ยังเจอหมอดูที่ทำนาบนหลังคนอย่างนี้…ทุกข์มากขึ้นอีก จะให้เรียกว่า “สะเดาะเคราะห์ หรือ ต่อเคราะห์”
ในการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตานั้นความจริงถือว่ามีอยู่ ในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตรได้บอกกับสามเณรในสำนักของท่านว่าจะหมดอายุขัยในเย็นวันนี้ ขณะบิณฑบาตเช้าสามเณรเห็นปลาในบ่อเล็กๆที่กำลังแห้งขอดใกล้จะตาย ก็ให้นึกเวทนาสงสารยิ่งนัก จึงจับไปปล่อยในลำน้ำ เมื่อกลับถึงสำนักพระสารีบุตรรู้ด้วยวาระญาณทันที จึงบอกกับสามเณรว่า “อายุของเธอยังยืนยาวต่อไปอีก เพราะกรรมดีที่เธอได้สร้าง ปลานั้นก็คือเจ้ากรรมนายเวรของเธอนั้นเอง” และยังมีอีกหลายเรื่องลักษณะเดียวกันนี้ จะเห็นว่าการกระทำหรือกรรม เป็นคุณเครื่องที่จะทำให้ชะตาชีวิตเราดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ กรรมดีเป็นเบื้องหลังความสุข กรรมชั่วเป็นเบื้องหลังของความทุกข์ เรามีกรรมเฉพาะตัว และตัวเราเองเป็นผู้กระทำกรรมและรับผลของกรรมนั้น ไม่เห็นจะมีผู้ใดที่ยิ่งใหญ่เกินไปกว่าอำนาจกรรมแล้วเข้ามาทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้…นอกจากตัวของเรา ดังเรื่องของสามเณรข้างต้น จับปลาไปปล่อยแล้วพ้นวิบากอันจะมีแก่ชีวิตของตนได้ก็เพราะตนนั่นเอง ในกรณีเดียวกันผู้ที่มีเคราะห์ทั้งหลายจะพ้นเคราะห์ได้ก็ด้วยตัวเอง แต่ด้วยความที่ไม่ใช่ผู้รอบรู้…จึงต้องมีผู้แนะนำ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของหมอดูอีกเช่นเดียวกัน ที่จะต้องชี้แนะวิถีทางที่ชัดเจน..เป็นจริง..และเชื่อถือได้อย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะเมื่อจิตไม่ติดสงสัย ก็จะยอมรับวิถีทางที่ชี้แนะอย่างเต็มใจและเกิดกำลังใจอย่างเต็มที่ (คนที่มีทุกข์อยู่เมื่อเจอหมอดูที่ดีความทุกข์ใจนั้นหายเกินครึ่ง) เพราะบาปเป็นเบื้องหลังความทุกข์เคราะห์ร้าย และบุญเป็นที่มาแห่งความสุขโชคดี ในทางพระพุทธศาสนาจึงได้แนะให้สร้างบุญเพื่อพ้นวิบากกรรม คนที่มีเคราะห์ร้ายอันตรายถึงชีวิต เราก็แนะให้ทำบุญด้วยการให้ชีวิตเป็นทาน เช่น ปล่อยนกปล่อยปลา ไถ่ชีวิตโคกระบือหรือสัตว์ต่างๆ หากเป็นเคราะห์เกี่ยวกับทรัพย์สินก็ให้หมั่นสร้างบุญทางการก่อสร้างศาลา โบสถ์ หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ เพราะเชื่อว่าย่อมทำให้ชีวิตมั่นคงเป็นปึกแผ่น ลักษณะอย่างนี้เป็นต้น
หนทางชีวิตนั้นมีทั้งขาขึ้นและขาลง แต่คนเรามักจะทำใจยอมรับชีวิตในช่วงขาลงไม่ค่อยได้ พอมีหนทางไหนช่วยได้ก็จะเลือกหนทางเส้นทางนั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก ยิ่งหากขาดซึ่งวิจารณญาณด้วยแล้ว แทนที่จะเป็นการทำให้ทุกข์คลายก็แปรเปลี่ยนเป็นที่หมายของความทุกข์หนักเพิ่มเข้ามาแทนที่ อย่างนี้จึงไม่อาจจะรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วเป็นการ “สะเดาะเคราะห์หรือจะต่อเคราะห์” ให้กับชีวิตของตนเอง ไม่ว่าชีวิตจะอยู่ในช่วงใดทั้งขึ้นและลง พระพุทธองค์ทรงสอนให้ใช้สติคอยเตือนปัญญาเสมอ จะได้ไม่พลั้งเผลอ ยามชีวิตขึ้นสูงก็ให้รู้จักความพอดีกับชีวิต ยามตกต่ำลงก็ให้ตระหนักถึงสัจธรรมในการดำเนินชีวิต พินิจพิจารณาจากตัวของเราด้วยตนเองให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะให้คนอื่นมาพิจารณาตัวเรา เพราะเราไม่อาจล่วงรู้จิตใจของคนอื่นได้ว่า แท้จริงแล้วเขาคิดดีคิดร้าย หวังดีหรือไม่ต่อเราอย่างไร ต่อเมื่อการพิจารณาของเขาถูกต้องตรงกับชีวิตของเราและความเป็นจริงของชีวิตนั้นแหละ จึงได้เชื่อว่าเราจะยอมรับหนทางในการชี้แนะของเขาได้ และอย่าลืมว่าเราจะประสบเคราะห์ เผชิญเคราะห์ และพ้นเคราะห์ต่างๆได้ก็เพราะ…ตัวของเรานี้เอง …
“เพิ่มกรรมดีเป็นศรีแก่ตัว ลดกรรมชั่วบรรเทาเคราะห์กรรม”

Tags: