หมอดูไทย สังคมออนไลน์ของหมอดูแม่นๆ
กุมภาพันธ์ 22nd, 2010 at 20:58
Posted By: fiatza
Posted in: ไฝ ใฝ

ตำรับทำนายไฝ

ตำราพรหมชาติฉบับสมบูรณ์

โดย สำนักพิมพ์อำนาจสาส์น

ตำรับทำนายไฝ

สิทธิการิยะ ฯ เกจิอาจารย์เจ้าท่านผู้เข้าใจในลักษณะคนทั้งชายและหญิงท่านได้รวมหลักเกณฑ์พยากรณ์เกี่ยวกับลักษณะไฝและปานของคนเราที่มีทั้งให้คุณและให้โทษไว้มีอย่างนี้

(ก)    ไฝมีลักษณะเป็นสีดำบ้าง แดงบ้าง นูนออกมาบ้าง แนบเนื้อบ้าง มีทั้งเม็ดโตเม็ดเล็ก อาจจะขึ้นที่ใดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนมากเป็นเครื่องหมายหรือนิมิตในทางดี

มีส่วนเสียต่อเจ้าของน้อยมากที่สุด

(ข)    ปานมีลักษณะเป็นผื่นดำบ้าง แดงบ้าง มักมีลักษณะน่ารังเกียจให้โทษมากกว่าให้คุณต่อเจ้าของผู้มี ส่วนดีที่ว่าให้คุณมีน้อยมากแลฯ

1.        ถ้ามีไฝขึ้นริมชายผม ไม่ว่าชายหรือหญิง ทายว่าผู้นั้นเป็นคนเจ้าระเบียบ รักและเอาใจใส่ต่อตัวเองดี ชอบสะอาด  สนใจตัวเองมาก ไม่สู้จะเอาใจใส่ต่อวงสังคม

2.        ชายใดมีไฝที่ขอบผมหน้าผาก หรือบริเวณขอบหน้า ทายว่า ผู้นั้นจะเป็นคนดีมีวาสนา ถ้าไฝนั้นมีลักษณะขาวหม่น หรือสีแดง ทายว่า จะมีความสุขมีทรัพย์สินบริวารมาก

3.        หญิงใดมีไฝ ดังกล่าว (2) ทายว่าจะมีความสุข จะได้คู่ครองที่เฉลียวฉลาด มีความสุขในการครองเรือน พร้อมพรั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง ข้าทาสบริวารมากนัก

4.        ชายหญิงใด มีไฝที่ขมับขวา เม็ดไฝนูนดี ชายหญิงนั้น ทายว่า เป็นคนกำพร้า หรือเกิดมามิได้อยู่กับบิดามารดาถ้าไฝมีสีแดงปนดำ ทายว่า เมื่อน้อยเลี้ยงยาก

เมื่อโตขึ้นจะเป็นคนดีมีผู้อุปถัมภ์เลี้ยงดู มีเพื่อนฝูงที่ไว้วางใจช่วยเหลือได้จริง ๆ มาก

5.        ชายหญิงใด มีไฝที่ขมับซ้าย ทายว่า ชายหญิงนั้นเมื่อน้อยได้รับการเลี้ยงดูดีมาก จนหลงลืมความทุกข์ยากลำบาก เมื่อเติบโตมักจะลำบากหาคนช่วยเหลือได้ยากเหลือเกิน

6.        ชายหญิงใด มีไฝที่หน้าผาก ระหว่างคิ้ว ทายว่า ผู้นั้นมักเอาแต่ใจตนเอง หมิ่นแคลนคนอื่น ฉลาด มีไหวพริบทันคน จะตั้งตัวได้ด้วยลำแข็งตนเอง แต่มักจะมีศัตรูมาก

7.        ผู้ใด (ชาย-หญิง) มีไฝขึ้นชายผมด้านก้านคอ ทายว่า ผู้นั้นชอบสิ่งที่ละเอียดอ่อน มีระเบียบเรียบร้อย มีนิสัยอ่อนโยน แต่มักขี้อาย ไม่ชอบเปิดเผยตัวเองในวงสังคม

8.        ผู้ใดมีไฝที่คิ้วขวา ทายว่า ผู้นั้นเป็นคนมีเสน่ห์รักสวยรักงาม เป็นที่ถูกตาต้องใจของต่างเพศ มีลักษณะเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา เจรจาพาทีไพเราะถูกใจคนทั่วไป

ถ้าไฝนั้นอยู่หัวคิ้ว ทายว่า เป็นคนมีอารมณ์ทางเพศรุนแรง ถ้าไปอยู่ปลายหรือหางคิ้วทายว่า มีนิสัยเหนียมอาย มีนิสัยเหนียมอาย แต่เก็บอารมณ์ไว้มิดชิดดีมาก

9.        ผู้ใดมีไฝที่คิ้วซ้าย ทายว่า ผู้นั้นเป็นคนเจ้าอารมณ์ มักมีเหตุทุกข์ใจไม่สบายอารมณ์อยู่เสมอ ๆ เจ้าทุกข์

ถ้าไฝนั้นอยู่หัวคิ้ว ทายว่า ดีมีหัวคิดทางการค้าขาย เป็นนักธุรกิจติดต่อเข้าสังคม เก่งทันคน แต่ถ้าไฝนั้นอยู่หางคิ้ว ทายว่า มีโอกาสร่ำรวยได้มากใช้เงินทองเก่ง ใจกว้าง

ไม่ค่อยมีความรอบคอบ ชอบสมาคมกับคนชั้นต่ำกว่าตน มักฉวยโอกาสกระทำความผิดเสี่ยงต่อการเลี่ยงข้อบทกฎหมาย

10.     ผู้ใดมีไฝที่ก้านคอด้านหลัง ทายว่า ผู้นั้นมักเป็นคนอาภัพ หาเวลาเป็นของตัวเองได้ยาก แม้จะมั่งมีเงินทองของใช้บริวาร ก็ไม่ยั่งยืน มักจะเป็นโรคทางระบบสมอง

11.     ผู้ใดมีไฝที่ขมับขวา ทายว่า ผู้นั้นจะมีหัวคิดริเริ่มดี ทำกิจการใด ๆ มีแต่ทางก้าวหน้า ร่ำรวย ทำราชการงานหลวงจะเป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา

หรือได้เป็นที่ปรึกษาในวงราชการชั้นสูง แต่ท่านว่ารับอาสาผู้อื่นจนเกินไป โรคภัยมักจะเบียดเบียน คือโรคเกี่ยวกับระบบสมองหรืออัมพาต

12.     ผู้ใดมีไฝที่ขมับซ้าย ทายว่า ผู้นั้นเป็นเจ้าความคิดสำหรับคนอื่นเมื่อถึงเวลาตัวเองแก้ปัญหาไม่ตก ทำคุณกับใครเหมือนไฟตกน้ำ มักเป็นคนอาภัพทางการเงิน มีงานทำดี

ก้าวหน้าช้าแต่แน่นอน

13.     ผู้ใดมีไฝที่เปลือกตาขวา ทายว่า ผู้นั้นเป็นคนเจ้าเสน่ห์มีกโลบายทางเพศและกามารมณ์สูง รู้จักปรนเปรอและเอาใจเพศตรงข้ามดีมาก ใครสบตาเป็นต้องหลงรัก มีรสนิยมทางเพศสูงมาก

อนึ่ง ท่านว่า เป็นชายมักไม่สมหวังเกี่ยวกับความรัก จะหาความสุขทางครองเรือนได้ยาก เพราะเริ่มต้นดี นาน ๆ ไปจะหาใครแน่นอนด้วยไม่มีเลย ถ้าเป็นหญิงท่านว่าจะประพฤติตัวผิด

คู่ของหญิงอื่น มักมีชายมารับอุปการะไม่เดือดร้อน มักมากทางกามคุณการเงินดี

14.     ผู้ใดมีไฝที่เปลือกตาซ้าย ทายว่า ผู้นั้นจะมีลาภทางการเงินและการงานจากเพศตรงข้าม ไว้ไฟทางด้านกามารมณ์ นิสัยปากว่ามือถึง โกรธง่าย หายเร็ว ชอบให้คนอื่นเอาอกเอาใจตน

อนึ่ง ท่านว่า เป็นชายมักไม่เลือกลูกสาวเขาเมียใคร มีรสนิยมทางเพศต่ำ มักชอบสมสู่กับหญิงทุกชั้น ถ้าเป็นหญิง ท่านมักเป็นหม้ายร้างคู่ มีเสน่ห์ทางเพศต่ำ

15.     ผู้ใดมีไฝที่หางตาขวา ระหว่างเกือบหรือตรงร่องน้ำ ทายว่า ผู้นั้นมีนิสัยชอบสนุกสนาน ชอบเสี่ยงกับความรัก ๆ ใคร่ ๆ มักจะมีคู่ไม่จีรังยั่งยืนเป็นตัวเป็นตน มีวิถีชีวิตขึ้น ๆ เร็ว ตก ๆ วูบ

เงินทองไม่สู้จะขาดมือ  อนึ่ง ท่านว่า เป็นชายมักจะมีแม่หม้ายทรงเครื่องให้ความช่วยเหลืออุปการะ จะสุขกาย สบายใจ แต่ทว่าลำบากใจนัก ถ้าเป็นหญิง ท่านว่า เมื่อน้อยจะสุขสบายใจ

จะลำบากหาที่พึ่งไม่ได้เมื่อวัยชรา ญาติกาวงศาจะทอดทิ้ง ไร้ญาติขาดมิตรที่จริงใจต่อตัวเอง

16.      ผู้ใดมีไฝที่สะบักหลังทั้งขวาและซ้าย ทายว่า ผู้นั้นชอบทดลอง มีความสงสัยเกี่ยวกับกามารมณ์อยู่ตลอดเวลา มักมีเสน่ห์ในตัวเอง ไปไหนที่ใดมักมีผู้ให้ความอุปการะ นิสัยชอบ

สนุกสนาน   ร่าเริง หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใจคอเป็นกันเองกับคนทั่วไป โดยเฉพาะกับเพศตรงข้าม ตลอดชีวิตมีทั้งดีไม่ดี ระคนปนกัน อนึ่ง ถ้าไฝนั้นขึ้นทางสะบักขวา

ท่านว่าไม่สู้ดี หากอยู่ทางซ้าย  ท่านว่านอกจากจะเป็นดังกล่าวแล้ว ยังทำให้ผู้นั้นละนิสัยชั่ว ๆ ได้ เมื่อวัยกลางคนไปแล้ว จะเป็นคนมีสติระมัดระวังตัวเองมากขึ้น

17.     ผู้ใดมีไฝที่ใต้ขอบตาขวา  ทายว่า ผู้นั้นเป็นคนเจ้าเสน่ห์ เป็นที่หลงใหลของเพศตรงข้าม ตัวเองแม้จะมีใบหน้ายิ้มแย้ม ก็เก็บความระทมทุกข์ไว้มาก มักมีนิสัยเป็นคนขี้บ่น

พูดพล่อยเจ้าอารมณ์ไม่จริงจังกับใคร ๆ จะมีความเหนื่อยหน่ายในชะตาชีวิตเป็นครั้งคราว

18.     ผู้ใดมีไฝที่ ขอบตาซ้าย  ทายว่าผู้นั้นเป็นคนอารมณ์ดี เปิดเผยเจรจาขวานผ่าซาก ไม่เกรงใจคน มีศัตรูในทางธุรกิจการงานมาก มักประสบอุปสรรคในการประกอบกิจการทั่ว ๆ ไป

มีนิสัยรักหมู่คณะดี แต่การกระทำใด ๆ ดุจเป็นการกระทำที่ปิดทองหลังพระ หาคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจตนยากมาก

19.     ผู้ใดมีไฝที่  ดั้งจมูก ทายว่าผู้นั้น นับว่าโชคดี มีวานาชะตาสูง จะพบกับความสุขสบายตลอดชีวิต มีสติปัญญาสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ ๆ จะประกอบธุรกิจการงานใด ๆ มักก้าวหน้า

มีนิสัยรักเกียรติยศชื่อเสียง มีคุณธรรม ประจำใจสูง รักศิลปวิทยาที่ปัญญาชนทั่วไปเขาชอบระดับดี

อนึ่ง ถ้าไฝนั้นมีลักษณะแดง หรืออมชมพู ท่านว่า ยิ่งส่งเสริมฐานะเจ้าตัวให้ปรากฏมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งขึ้น มักเป็นบุคคลที่มองเห็นการณ์ไกล

20.     ผู้ใดมีไฝที่ ที่ปลายจมูก  ทายว่าผู้นั้นเป็นคนผู้ประสบความสมบูรณ์พูนสุขที่สุขในชีวิต ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจชนิดใด ๆ นับว่าเป็นการก้าวหน้าไปข้างหน้าเสมอ จะมีคู่ครองที่รักกันจริง ๆ

เมื่อวัยเริ่มต้น การครองเรือนมักพบปัญหาและอุปสรรค เพราะมีผู้อิจฉาริษยามาก เข้าวัยกลางคนไปแล้ว จะรุ่งเรืองมั่งมีสุขทุกประการ

21.     ผู้ใดมีไฝที่ ข้างจมูกด้านขวา  ทายว่าผู้นั้นมีวาสนาดี มีความพากเพียรมานะพยามยามสูงส่ง ประกอบด้วยอุดมคติที่มีระเบียบ สติปัญญาหลักแหลม จะมีวิถีชีวิตที่ราบรื่น

ถ้าไฝเม็ดนี้อยู่ไม่สูงเกินไป ทายว่า จะเป็นขุนพลังเสน่ห์ต่อเจ้าของมากทีเดียว หากไฝดังกล่าวอยู่สูงและห่างจมูกมาทางโหนกแก้มขวา ท่านว่า แทนที่จะให้คุณกลับจะให้โทษ

กล่าวคือ จะทำให้เจ้าของมีความระทมทุกข์ มีจิตใจกังวลในกิจการงานที่คิดว่าทำอยู่ตลอดเวลา เป็นหญิงท่านว่า จะเป็นคนเจ้าน้ำตา

22.     ผู้ใดมีไฝที่ ข้างจมูกซ้าย   ทายว่าผู้นั้นจะมีโภคทรัพย์หรือได้รับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ มีนิสัยใจคอรักความสงบ มีศีลธรรมประจำใจเสมอ ไม่ชอบเอาเปรียบผู้ใด

จะเป็นคนประสบโชคลาภอยู่เสมอ ๆ แต่ถ้าไฝนั้นอยู่ห่างจากจมูกไม่สู้ดี จะให้ผลตรงกันข้ามทีเดียว

23.     ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณแก้วขวา  ทายว่าผู้นั้นเป็นคนมีเสน่ห์ใครเห็นใครรักอยากทักทายปราศรัยด้วย มักจะเป็นภัยแก่เจ้าตัวเพราะจะมากคู่หลายชู้

ถ้าเป็นชาย ท่านว่า จะเป็นหม้าย มีเมียหลายคน มักมากในกามารมณ์ มักยากจน เงินทองของใช้ จะต้องพึ่งเมีย ตัวเองจะเหน็ดเหนื่อยต้องใช้กำลังแรงหาเลี้ยงชีพ หากเป็นหญิง ท่านว่า

มักแพ้ตัว ตกเป็นพุ่มหม้ายหลายครั้งไม่ยั่งยืนนาน แต่จะมีทรัพย์สินเงินทองมากเป็นหม้ายก็หม้ายทรงเครื่อง เป็นที่หมายปองของชายทั่วไปชั่วครั้งคราว

24.     ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณแก้มซ้าย   ทายว่าผู้นั้นเป็นคนมีอำนาจวาสนา ชะตาชีวิตสูงส่งรุ่งเรืองกว่าใคร ๆ ในสกุลเดียวกัน ชอบคบหาสมาคมกับต่างชาติ ต่างภาษา รักความเป็นระเบียบ

เรียบร้อย ปากหวานก้นเปรี้ยวคบใครไม่ได้นาน มักจะเบื่อเขาก่อนเสมอ ๆ มีรสนิยมทางกามารมณ์ขึ้นรุนแรงมาก

ถ้าไฝมีสีแดงหรือชมพู ท่านว่า จะมีความขยันขันแข็ง มานะอดทน ค่อนข้างมีนิสัยเจ้าชู้สักหน่อย ถ้าไฝมีลักษณะเนื้อนูนเด่นมองเห็นชัดเจน มากท่านว่าจะมีความเฉลียวฉลาดไหวพริบ

ทันคนทั่วไป ทำมาค้าขายหรือรับราชการจะก้าวหน้ารวดเร็ว เสียอย่างเดียว คือ มีความรักไม่จีรังยั่งยืน

25.     ผู้ใดมีไฝที่ โหนกแก้วขวา  ทายว่าผู้นั้นจะมีนิสัยเห็นแก่ตัวมาก มีคู่เงินทองหรือสมบัติ เขามักเอาเปรียบคนโดยหวังร่ำรวยทางทุจริต มักประกอบมิจฉาชีพโดยไม่มีความยั้งคิด

ไฝเม็ดนี้ ท่านว่า เจ้าตัวไม่ควรเอาไว้ ควรทำลายเสียจึงจะดี

26.     ผู้ใดมีไฝที่  โหนกแก้วซ้าย ทายว่าผู้นั้นจะมีคนอุปถัมภ์ค้ำชู เกิดที่นี่ไปได้ดีมีหลักฐานที่อื่น ใจกว้างชอบทำบุญให้ทานไม่หวังผลตอบแทน

27.     ผู้ใดมีไฝที่ข้างหูขวา   ทายว่าผู้นั้นเป็นนักธุรกิจที่ก้าวหน้า มีหูตา มองเห็นการณ์ไกร รู้สภาพบ้านเมืองเรื่องค้าขาย หรือไหวตัวทางเศรษฐกิจทันตลาดโลก หากมีคู่ครองมากคน มีความสุขกายไร้ความสุขใจ

28.     ผู้ใดมีไฝที่ ข้างหูซ้าย (ด้านหน้า)  ทายว่าผู้นั้นจะเป็นนักธุรกิจที่ก้าวหน้า มีหูตา มองเห็นการณ์ไกล รู้สภาพบ้านเมือง เรื่องค้าขาย หรือไหวตัวทางเศรษฐกิจทันตลาดโลก หากจะมีคู่ครองมากคน มีความสุขกายไร้ความสุขใจ

29.     ผู้ใดมีไฝที่ ข้างหูขวา (ด้านหลัง)  ทายว่าผู้นั้นมีนิสัยเย่อหยิ่ง จองหอง เชื่อความสามารถตนเองเกินไป มีสติปัญญาจริง แต่มักมีศัตรูมาก

30.     ผู้ใดมีไฝที่ข้างหูซ้าย (ด้านหลัง)   ทายว่าผู้นั้นเป็นคนหันหลังให้กับสังคม เอาแต่ธุรกิจของตนเองอย่างเดียว มักประสบความร่ำรวยหลายครั้ง ล่มจมหลายหนเช่นเดียวกันเป็น

คนเจ้าอารมณ์หึงหวงเป็นที่หนึ่ง เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่

31.     ผู้ใดมีไฝที่ ริมฝีปากบน (ทั้งขวาและซ้าย)  ทายว่าผู้นั้น จัดว่าเป็นผู้ประสบโชค วาสนาชะตาสูงมาก จะพบคู่ครองเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ดี เจ้าตัวมักเป็นคนช่างพูด เจ้าคารมคมคาย

เจรจาพาทีดึงดูดจิตใจเพศตรงข้าม ใครเห็นใครรักทักทาย มีเงินมีทองใช้ฟุ่มเฟือยไม่สู้จะมัธยัสถ์

อนึ่ง ท่านว่า ถ้าเป็นชาย มักเจ้าชู้ประตูดิน จิตใจไม่ค่อยซื่อตรงต่อเพศตรงข้าม ง่ายนัก ชอบแต่งตัวเป็นสุภาพบุรุษเสมอ แม้กระเป๋าจะไม่มีเงินเลยก็ตาม ถ้าเป็นหญิง ท่านว่า

เป็นคนมักง่าย ใจร้อน ชอบให้คนเอาใจตัวเอง จะพบชายในขณะเดียวกันหลายคน เป็นนักประชาสัมพันธ์ก้าวหน้าดีมาก

32.     ผู้ใดมีไฝที่ ริมฝีปากล่าง (ทั้งซ้ายและขวา)   ทายว่าผู้นั้นเสมือนมีบาปเคราะห์ มาเกิดบนเส้นทางชีวิตเป็นชายมักมีสติปัญญาไม่ทันคน นิสัยฉุนเฉียว จู้จี้ โมโหร้าย ไม่มีเหตุผล

เป็นหญิงมักใจง่าย ประสบชะตากรรมที่ไม่สู้จะดี     ผู้ใดมีไฝดังกล่าวควรทำลายเสีย จึงจะดี

33.     ผู้ใดมีไฝที่  ที่ริมคางขวา  ทายว่าผู้นั้นเป็นคน เจ้าอารมณ์คมคาย มีสติปัญญาสามารถหลายอย่าง จะเป็นคนประสบโชคดีในการทำงานเสมอ ๆ จะมีเกียรติยศมีชื่อเสียง มักจะได้เป็น

ที่ปรึกษาข้าราชการงานเมือง หรือที่ปรึกษาทางธุรกิจติดต่อ

34.     ผู้ใดมีไฝที่ ริมคางซ้าย   ทายว่าผู้นั้นเป็นคนช่างพูด เจรจาพาทีพล่อย ๆ ไม่ค่อยมีเหตุผล รักใครรักจริงหลงงามงาย ทำงานอะไรได้ทุกอย่าง แต่จะเอาดีมีระเบียบไม่ค่อยจะได้

หากว่ามีความมานะอดทนดี ไม่ชอบให้ใครเขามาดูหมิ่นฝีมือ

35.     ผู้ใดมีไฝที่  ไหล่ขวา  ทายว่าผู้นั้นเป็นคนชอบอาสาเจ้านายดี มีสติปัญญา สามารถมาก แต่ใช้กับคนอื่นเท่านั้น แก้ปัญหาชีวิตตัวเองไม่ได้ ทำราชการงานหลวงก้าวหน้า

ทำงานส่วนตัวไม่เจริญ

36.     ผู้ใดมีไฝที่ ไหล่ซ้าย   ทายว่าผู้นั้นเป็นคนมีสติปัญญาไหวพริบทันคนทั่วไป ทำงานราชการไม่ดี เพราะตัดสินใจตัวเองไม่ได้ ทำงานส่วนตัวจะก้าวหน้า เพราะมีความพินิจพิเคราะห์

สุขุมรอบคอบทันการณ์ จะมีทรัพย์สินเงินทองของใช้มาก เกี่ยวกับเรื่องความรัก นับว่าเป็นคนมีความสามารถเอาอกเอาใจเพศตรงข้าม (ดีกว่าข้อ 35) จะประสบชีวิตการครองเรือน

37.     ผู้ใดมีไฝที่ ใต้คาง  ทายว่าผู้นั้นเป็นคนชอบทำอะไรลึก ๆ ลับ ๆ เจ้าเล่ห์ กโลบายมากทีเดียว เป็นสมณะชีพราหมณ์จะเป็นที่เคารพนับถือ มีชื่อเสียงมาก เป็นชายไม่สู้จะดี จะประสบความ

เร่าร้อนในการประกอบอาชีพ เลี้ยงตัวเองมาก หากเป็นหญิงท่านว่า เป็นที่ถูกอกถูกใจสามีมาก เพราะรักสงบมีระเบียบเรียบร้อย พูดแต่น้อยมีความหมายมาก

38.     ผู้ใดมีไฝที่คอหอย (ลูกกระเดือก)   ทายว่าผู้นั้นจะมีข้าวของเงินทองมาก อาการการกินไม่ขาดบ้านจะเป็นคนเยือกเย็นมีนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ใจกุศล รักงานศิลปะ สิ่งที่ละเอียดประณีต

สติปัญญาอยู่ในระดับปานกลาง จิตใจอารี มีหลักศีลธรรมสูงต่อสังคมทั่วไป แต่มักมีโรคภัยทางหลอมลมเบียดเบียน

39.     ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณไหปลาร้าขวา   ทายว่าผู้นั้นมีเครื่องหมายทางอัปมงคล ไม่ค่อยประสบโชคทางการครองเรือนครองรักนัก จะต้องเหน็ดเหนื่อยในการทำมาหาเลี้ยงชีพมักจะเป็นคนมี

นิสัยบึกบึนขยันในการทำงาน แต่มักไม่ค่อยพอเก็บเพียงเท่าพอกินเท่านั้นเอง จะมีความสุขเข้าวัยชรา

40.     ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณไหปลาร้าซ้าย   ทายว่าผู้นั้นเป็นคนเจ้าอารมณ์ มักมากทางกามารมณ์ มีปมด้อยไม่ค่อยจะเชื่อใครง่าย ๆ คารมคมคายให้เพศตรงข้ามเชื่อได้ง่าย เป็นนักคิดนักเขียน

ขายฝันดี ประกอบการค้าขายด้วยตัวเอง ไม่ก้าวหน้า ทำราชการพอประมาณตน สำหรับหญิงดีมากในทุก ๆ ทาง

41.     ผู้ใดมีไฝที่กลางสันหลัง    ทายว่าผู้นั้นไม่ค่อยจะมีความอดทนต่อการทำอะไร นาน ๆ มักชอบอยู่อย่างสงบสิ่ง ใช้ความคิดความอ่านบนเตียงนอนมากกว่า บุคคลชนิดนี้

มักลำบากแต่วัยเด็ก ๆ พอย่างเข้ากลางคนแล้ว จะเป็นคนมั่งมีเงินทองของใช้เหลือเฟือจะประสบความสุขในการครองเรือน

42.      ผู้ใดมีไฝที่ รักแร้  ทายว่าผู้นั้นมักมีความกังวลใจเกี่ยวกับชีวิตในอดีตและปัจจุบัน ที่ตราตรึงให้คิดอยู่เสมอในทางอกุศลนิสัยมักจะเชื่อคนได้ง่าย

ถ้าเป็นชาย ทายว่า จะเป็นคนมีสติปัญญาดี เสียทีเป็นคนอารมณ์ร้อน กามารมณ์รุนแรง ขี้หึง ถ้าเป็นหญิงท่านว่าสติปัญญาไฝ่ต่ำ ไม่รักญาติมิตรของตนเองจะมากคู่หลายผัว

หากขาดการศึกษาจะถึงกับคิดฆ่าตัวเอง

43.     ผู้ใดมีไฝที่ หัวไหล่ขวา   ทายว่าผู้นั้นเป็นคนมีความคิดริเริ่ม เป็นหัวหน้าคน งานทั่วไปดี ทำราชการจะก้าวหน้าไปรวดเร็ว มักจะอาภัพเกี่ยวกับคู่ครองและการครองเรือน

44.     ผู้ใดมีไฝที่  หัวไหล่ซ้าย  ทายว่าผู้นั้นทำกิจการอะไรด้วยตนเอง ไม่ค่อยจะก้าวหน้า ถ้ารู้จักใช้คนจะประสบความสำเร็จสมหวัง จะประสบความสำเร็จในการครองเรือน มีบริวารมาก

45.     ผู้ใดมีไฝที่ ราวนมขวา   ทายว่าผู้นั้น ไม่สู้จะมีความคิดเป็นของตัวเอง มักจะไม่แน่ใจหรือไว้วางใจใครแม้กับตัวเอง ลังเลใจในงานทุกอย่าง ทำงานต้องมีพี่เลี้ยงหรือผู้นำจึงจะ

ก้าวหน้า    โอกาสที่จะเป็นหัวหน้าคนนั้นยาก

46.     ผู้ใดมีไฝที่ เหนือราวนมซ้าย   ทายว่าผู้นั้นจะมีจิตใจมั่นคง เชื่อมั่นในแนวความคิดของตัวเอง จะประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจการงานทุกอย่าง จะได้เดินทางไกล ไปติดต่อกับ

ชาวต่างประเทศ หรือเกิดที่นี่ไปได้ดีมีหลักฐานมั่นคงที่อื่น

47.     ผู้ใดมีไฝที่ใต้ราวนมขวา    ทายว่าผู้นั้นมีความรู้สึกนึกคิดทางกามารมณ์รุนแรง รักใคร่พอใจในท่าทีต่าง ๆ ของเพศตรงข้ามมักมากชู้หลายคู่ครอง

48.     ผู้ใดมีไฝที่  ใต้ราวนมซ้าย  ทายว่าผู้นั้นจะประสบความสำเร็จในการครองเรือน จะมีคู่ที่มีรสนิยมต้องใจมาก ดำเนินกิจการใด ๆ ก็จะก้าวหน้า มีทรัพย์สมบัติบริวารมาก

49.     ผู้ใดมีไฝที่ ตรงกลางระหว่างราวนม  ทายว่าผู้นั้นเป็นคนอาภัพญาติพี่น้อง หรือทายว่า จะเป็นคนกำพร้ามาแต่เยาว์วัย เมื่อเข้าวัยหนุ่มสาวจะมีความสุขในการครองเรือน วัยชราจะ

มีข้าทาสบริวารลูกหลานมาก

50.     ผู้ใดมีไฝที่ กลางสันหลัง จริง ๆ   ทายว่าผู้นั้นเสมือนมีตราบาปประทับอยู่บนเส้นทางชีวิต ท่านวาไม่ควรเอาไว้ให้เร่งเอาออกเสีย

51.     ผู้ใดมีไฝที่ กลางหลังซีกด้านขวา   ทายว่าผู้นั้นจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักธุรกิจ การค้า ให้ระวังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากปอด

52.     ผู้ใดมีไฝที่ กลางหลังซีกด้านซ้าย   ทายว่าผู้นั้นจะทำอะไรมักจะนั่งคอยเอาได้เลย มีผลสำเร็จมากกว่าพลาดหวัง

53.     ผู้ใดมีไฝที่  หน้าท้องส่วนบน ทายว่าผู้นั้นเป็นคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่กิน มักจะมีร่างใหญ่ท้องพลุ้ย ยิ่งอาภัพหนัก ถ้ามีร่างกายผอมบางถึงจะดี แต่ท่านให้เร่งระวังบริวาร จะคิดไม่ซื่อ

จะแพ้คู่ครอง ทางโรคภัยไข้เจ็บ เกี่ยวกับลำไส้และบริเวณท้อง

54.     ผู้ใดมีไฝที่  บริเวณท้องน้อย ทายว่าผู้นั้นจะมีความรู้สึกทางเพศลึกซึ้ง เอาใจต่างเพศในเรื่องกามกิจดีถูกใจมาก ถ้าเป็นชายจะประสบความสำเร็จในการเป็นหัวหน้าคุมซ่อง

หากเป็นหญิงจะต้องเป็นทาสชายชู้ไปตลอดวัยกลางคนจะเข้าเกณฑ์ดีมีความสบายเมื่อวัยชรา

55.     ผู้ใดมีไฝที่ สะบักหรือชายโครงด้านขวา  ทายว่าผู้นั้น จะประสบความก้าวหน้าในเรื่องการเป็นนายหน้า หรือนักประชาสัมพันธ์ จะมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ

56.     ผู้ใดมีไฝที่ สบักหรือชายโครงด้านซ้าย  ทายว่าผู้นั้นเป็นคนเด่นมีชื่อเสียงในวงสังคม จะประสบความสำเร็จในธุรกิจติดต่อการค้ากับชาวต่างประเทศมีรสนิยมทางเพศสูง รุนแรง

57.     ผู้ใดมีไฝที่ เอวด้านหลัง  ทายว่าผู้นั้นเป็นคน เก็บความลับได้ดีมาก และมักไม่ชอบให้ใครละเมิดสิทธิส่วนตัวของตัว มีความรู้สึกทางเพศนิ่มนวล

58.     ผู้ใดมีไฝที่  รอบสะเอาด้านหน้า  ทายว่าผู้นั้นมีความรู้สึกทางเพศนิ่มนวลเป็น 2 เท่า ของคนทั่วไป รักใครจริงจัง ปากว่ามือถึง บทบาทเข้าพระเข้านางเป็นเลิศ

59.     ผู้ใดมีไฝที่ ที่ก้นกบ  ทายว่าผู้นั้นมักหมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ รสนิยมทางเพศ รุนแรงมาก ไม่ค่อยรู้จักอิ่มในการประกอบกามกิจ

ท่านว่า ถ้าเป็นชายจะประสบความสำเร็จในทางเป็นนักการพนันนักเลงผู้หญิงไม่จริงใจกับใคร ๆ เท่าใดนัก หากเป็นหญิง ท่านว่าเป็นคนที่มัวเมาในรสนิยมเก่า ๆ หัวโบราณ

60.     ผู้ใดมีไฝที่เนินสวรรค์หญิง หรือโคนของลับ (ชาย)    ทายว่าผู้นั้นมีความต้องการความอ่อนโยนละมุนละไมในรสนิยมทางเพศ พิถีพิถันในการงานและหื่นกระหายในความรักมากที่สุด

มักประทับใจเพศตรงข้ามที่บึกบึนหรือเอาบางร่างน้อย

61.     ผู้ใดมีไฝที่ ข้อศอกขวา   ทายว่าผู้นั้นชอบอาสาเจ้านาย มักไม่อยู่นิ่ง ทำงานเอาเป็นเอาตาย ผลที่ตอบแทนน้อยแต่ใจชอบ มักประสบความเลวร้ายในการครองรักครองเรือน

62.     ผู้ใดมีไฝที่ ข้อศอกซ้าย  ทายว่าผู้นั้นเป็นคนเฉื่อยชาในการงาน ไม่ชอบเป็นหัวหน้าใคร มักตามใจคนอื่นเขาว่าอะไรตามใจทั้งสิ้น มักไม่เป็นตัวของตัวเอง

ถ้าเป็นชาย ท่านว่า มักเกรงใจคน มีเมียรักเกรงกลัวเมีย หากเป็นหญิงมักหึงหวง อิจฉาริษยา เกรงว่าผัวตนจะไปชอบพอกับหญิงอื่น

63.     ผู้ใดมีไฝที่ ข้อมือขวา   ทายว่าผู้นั้นเป็นคน ประสบความสำเร็จในการเป็นนักประพันธ์ ปากกาทอง หรือไม่จะเป็นนักรักผู้ยิ่งใหญ่ นักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก

64.     ผู้ใดมีไฝที่ ข้อมือซ้าย   ทายว่าผู้นั้นมักมีนิสัยซื่อตรงต่อเวลา เจรจาพาทีมักใจอย่างหนึ่งปากอย่างหนึ่’แต่รักพวกพ้องพี่น้องตัวเอง

65.     ผู้ใดมีไฝที่ ตะโพกขวา  ทายว่าผู้นั้นมักจะเป็นคนตายด้านจากกามารมณ์ รังเกียจสังคม และไม่ยอมเข้าใจใคร ๆ ที่ร่วมงานกับตน มีความเห็นแก่ตัวมาก เข้ากับญาติพี่น้องไม่ค่อยได้

66.     ผู้ใดมีไฝที่ ตะโพกซ้าย   ทายว่าผู้นั้นท่าทางเป็นกันเองกับทุก ๆ คน แต่ต่างเพศ มักคิดว่าเป็นคนใจง่าย แท้ที่จริงเป็นคนเลือกคน ไม่ใช่คนที่ใคร ๆ จะชักพาให้หลงคารมหรือ

รักได้ง่าย ๆ เลย

อนึ่ง ถ้าไฝต่ำลงไปทางก้นย้อยไม่ว่าขวาหรือซ้าย ท่านว่า มีความรู้สึกทางเพศเร็ว ภายนอกรู้สึกเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัว แท้ที่จริงลับตากลับเป็นไวไฟที่สุด

67.     ผู้ใดมีไฝที่  แคมขวา (หญิง)  ทายว่า มีเสน่ห์ ไฟฟ้าแรงสูง หื่นกระหายในกามารมณ์มาก จะผูกมัดใจต่างเพศได้ดีมาก ความรักจะทำให้รู้สึกชื่นบานสำราญใจ มักมีชายในดวงใจมากคน

68.     ผู้ใดมีไฝที่  ที่แคบซ้าย (หญิง)  ทายว่า จะเป็นหญิงมีอิทธิพลต่อต่างเพศมากที่สุด พูดอะไรไม่มีชายกล้าหึงกับตนได้เลย มักเป็นคนมีนิสัยขี้บ่น ชอบยั่วใจชายในทางวาจาแบบทีเล่นทีจริง

69.     ผู้ใดมีไฝที่ ตรงของลับ (ชาย)  หรือปลายเนินสวรรค์หรือติดริมแคม (หญิง)  ทายว่าผู้นั้นจะพบหรือมีประสบการณ์ทางเพศมาก ชอบศึกษาหาความรู้ ชอบทดลอง

มักชอบชู้มากกว่าเมียหรือผัวของตัวเอง เป็นชายมักชอบใจแม่หม้าย เป็นหญิงมักชอบเป็นเมียลับ เมียเก็บของชาย

70.     ผู้ใดมีไฝที่ ท้องแขนขวา   ทายว่าผู้นั้นเป็นคน มีอำนาจวาสนา จะมีความผาสุกในชีวิต จะพบคู่ครองที่มีความจงรักภักดี มักมีนิสัยเป็นคนมีธรรมประจำใจ สุภาพต่อคนทุกชั้น

71.     ผู้ใดมีไฝที่ ท้องแขนซ้าย   ทายว่าผู้นั้นจะมีความขยันหมั่นเพียร ชอบแสวงหาความรู้วิทยาการใหม่ ๆ อยู่เสมอ ท่านว่า มักจะได้รับมรดกจากบิดามารดา

72.     ผู้ใดมีไฝที่ หลังมือขวา   ทายว่าผู้นั้นจะประสบความสำเร็จในการสร้างตัวเอง มีลาภยศ ความสุขพร้อมมูลมากับเวลาเกิดเลยทีเดียว

73.     ผู้ใดมีไฝที่ หลังมือซ้าย   ทายว่าผู้นั้นมักจะอาภัพคนที่เอาใจช่วยเหลือ ควรจะถือคติที่ว่า ช่วยตัวเองก่อนแล้วพระเจ้าจะช่วยท่าน หรือคติทางพุทธศาสนาข้อที่ว่า

ตนเป็นที่พึ่งของตนเป็นดีที่สุด

74.     ผู้ใดมีไฝที่ กลางฝ่ามือ (ทั้งซ้าย – ขวา)   ทายว่าผู้นั้นเป็นคนประสบความสำเร็จทุก ๆ อย่างจะประสบทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน เงินทอง ข้าทาสบริวาร สติปัญญา

รอบครอบทันคนทั่วไป

75.     ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณขาอ่อนไม่ว่าด้านหน้าหรือด้านหลัง   ทายว่าผู้นั้นปิดความลับไว้ไม่ค่อยอยู่ ชอบเจรจาขวานผ่าซากโกหกใครเดี๋ยวก็ถูกเขาจับได้ ชอบสนุกเฮฮา เข้ากับคนได้ทุกชั้น

เกิดที่นี่มักไปอยู่ที่อื่น ชอบท่องเที่ยว ไม่มีทิศทางที่แน่นอน

ที่มา rahu.moohin.com

Tags: , ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 22:27
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

การผ่าตัดเสริมจมูก

การเสริมจมูกเป็นการตกแต่งเพื่อเปลี่ยนรูปทรงของจมูกเพื่อให้รับกับใบหน้า เป็นผ่าตัดติดอันดับยอดนิยมของต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยไม่ได้เก็บสถิติแต่เชื่อว่าเป็นการผ่าตัดเพื่อเสริมความงามเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งบางรายก็ประสบตามความคาดหวัง แต่บางรายก็ผิดหวัง

การผ่าตัดเสริมสวยจมูกสามารถทำได้ทั้งเพิ่มขนาด หรือลดขนาด เปลี่ยนรูปทรง เปลี่ยนรูปทรงของปลายจมูก ทำให้รูจมูกเล็กลง และแก้ไขความพิการของจมูกเนื่องจากพิการแต่กำเนิด หรือจากอุบัติเหตุ หากคุณตั้งใจจะต้องการเสริมจมูกบทความนี้อาจจะช่วยให้ท่านตัดสินใจ แต่อาจะไม่สามารถไขความข้องใจของคุณได้หมดรายละเอียดที่คุณต้องการต้องปรึกษาจากแพทย์ที่คุณจะไปทำการผ่าตัด

เสริมจมูก เสริมดั้ง

เสริมจมูก เสริมดั้ง

ใครเหมาะสมที่จะผ่าตัดเสริมจมูก

การผ่าตัดเสริมหรือเปลี่ยนแปลงจมูกจะทำให้ท่านดูดีขึ้น แต่ไม่สามารถทำให้ท่านมีบุคลิกเปลี่ยนแปลง ดังนั้นก่อนที่จะทำการผ่าตัดท่านต้องปรึกษากับแพทย์ว่าท่านคาดหวังอะไรจากการผ่าตัด และมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ผู้ที่เหมาะสมในการผ่าตัดคือ

  • การผ่าตัดจะทำให้จมูกดูดีขึ้น แต่การผ่าตัดไม่สามารถที่จะทำให้ผลดีออกมา 100% ตามที่ท่านคาดหวัง ท่านต้องเผื่อใจไว้บ้าง หากท่านคิดว่าทำใจไม่ได้ก็อย่าไปผ่า
  • สุขภาพกายดี
  • สุขภาพจิตดี
  • อายุมากกว่า 15 ปี

ชนิดของการผ่าตัดแก้ไขความไม่สมดุลของจมูก

  1. ลดขนาดของจมูก ส่วนที่มีปัญหาได้แก่เนื้อจมูกhump ?ปลายจมูก และรูจมุกกว้าเกินไป การผ่าตักแก้ไขอาจจะต้องผ่าตัดเอากระดูก และกระดุกอ่อนเอาเพื่อขนาดของจมูก
  2. เพิ่มขนาดของจมูกได้แก่พวกที่มีจมูกเล็ก หรือไม่มีดั่งจมูก การผ่าตัดก็ใช้วิธีเสริมดั่งจมูกโดยใช้ซิลิโคน หรือกระดูกอ่อนจากร่างกายตัวเองเสริม
  3. แก้ไขความพิการของจมูก เช่นสันจมูกคด จมูกเบี้ยวเป็นต้น

ข้อจำกัดของการผ่าตัด

  • การผ่าตัดจะเพื่อความงามหรือแก้ไขความพิการไม่สามารถแก้ได้ 100 % ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง ท่านจะต้องปรึกษาแพทย์ถึงข้อจำกัดดังกล่าว
  • คุณไม่สามารถเลือกรูปร่าง หรือขนาดของจมูกจากหนังสือ เนื่องจากลักษณะใบหน้าหรือส่วนประกอบของใบหน้าไม่เหมือนกัน จมูกแต่ละแบบก็เหมาะสำหรับใบหน้าแต่ละแบบ
  • การผ่าตัดจมูกเป็นการแก้ไขความไม่สมดุล มิใช่การแกะสลัก
  • การผ่าตัดจมูกไม่สามารถผ่าตัดนำเนื้อเยื่อออกมากเกินไป เพราะจะทำให้จมูกไม่คงรูป
  • ผิวหนังบริเวณจมูกก็ไม่สามารถตัดทิ้งมากได้เหมาะจะทำให้เกิดการดึงรั้ง
  • ลักษณะผิวหนัง อายุ และความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับจมูก จะเป็นข้อจำกัดของการผ่าตัด

การผ่าตัดมีโรคแทรกซ้อนมากน้อยแค่ไหน

สำหรับคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามเมื่อตัดสินใจจะทำการผ่าตัดเสริมจมูกแล้ว ท่านต้องตระหนักถึงโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ตาม โรคแทรกซ้อนที่อาจจะพบได้คือ

  • มีการติดเชื้อ
  • เลือดกำเดไหลออก แต่มักจะเป็นไม่มาก
  • แพ้ยาชา
  • อาจจะเกิดแผลเป็น
  • อาจะเกิดการผิดรูป เนื่องจากอาจจะเกิดพังผืดยึดกระดูกอ่อนทำให้จมูกผิดรูป
  • ประมาณ 1 ใน10รายต้องผ่าตัดอีกครั้งเพื่อแก้ไข
  • ให้ระลึกอยู่เสมอว่าการผ่าตัดแก้ไขหรือเสริมความงามไม่สามารถรับประกันได้ 100%ว่าจะออกมาสมบูรณ์แบบ

การวางแผนการผ่าตัด

เมื่อท่านตัดสินใจว่าเอาละชาตินี้จะต้องเปลี่ยนรูปร่าง หรือขนาดของจมูก เพราะมองกระจกทีไรมันหงุดหงิดหัวใจจริงๆ ท่านจะต้องเลือกแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะแพทย์ที่ทำการผ่าตัดมีทั้งแพทย์ที่เป็นแพทย์ธรรมดาทั่วไป แพทย์ที่รักษาหูคอจมูก แพทย์ศัลยกรรมทั่วไป แพทย์ศัลยกรรมพลาสติก ท่านจะต้องเลือกแพทย์โดยดูจากความรู้ ประสบการณ์ของแพทย์

เมื่อท่านได้เลือกแพทย์แล้วท่านต้องปรึกษากับแพทย์ว่าท่านต้องการจมูกแบบไหน เมื่อแพทย์ทราบความต้องการของท่าน แพทย์จะพิจารณาว่าทำได้หรือไม่ เพราะการที่จะทำให้ดูดีจะต้องคำนึงถึงปัจจัยอย่างอื่น เช่นหน้าสั้น หรือยาว หน้ากลมหรือแบน คางสั้นหรือยาวเป็นต้น แพทย์อาจจะไม่ทำตามความต้องการของท่านก็ได้หากพิจารณาแล้วว่าทำไม่ได้หรือไม่น่าดู

เมื่อแพทย์พิจารณาแล้วว่าสามารถผ่าตัดแก้ไขความพิการได้ แพทย์ก็จะอธิบายวิธีการเตรียมตัวก่อนมาผ่าตัด เช่นการรับประทานอาหาร การดื่มน้ำ การสูบบุหรี่ให้งดสูบบุหรี่สักระยะหนึ่งเพราะการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ควรรับประทานยาแก้อักเสบเพราะจะทำให้เกิดเลือดออกง่าย และการผ่าตัด โรคแทรกซ้อน สถานที่ผ่าตัด ระยะพักพื้น ที่สำคัญอย่าลืมถามราคา เพราะอาจจะทำให้ท่านเป็นลมเลยก็ได้ และให้ถามอีกว่า หากต้องผ่าตัดแก้ไขจะต้องจ่ายเงินเพิ่มหรือไม่

โดยทั่วไปจะผ่าตัดที่คลินิก นอกเสียจากว่าจะต้องผ่าตัดใหญ่หรือผู้ป่วยมีโรคประจำตัวจำเป็นต้องดูและ ระหว่างผ่าตัดอย่างใกล้ชิด แพทย์จะแนะนำให้ผ่าในโรงพยาบาล

การระงับความรู้สึกหรือยาชา โดยมากแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ให้ท่าน สำหรับท่านที่แก้ไขมากหรือตื่นตระหนก แพทย์อาจจะพิจารณาให้ยาคลายความวิตกกังวลแก่ท่าน สำหรับท่านที่ใช้การดมยาสลบท่านก็จะหลับตลอดการผ่าตัด

การผ่าตัด

โดยมากการผ่าตัดใช้เวลา 1 ชั่วโมงสำหรับรายที่ทำยาก หรือแก้ไขความพิการก็อาจจะใช้เวลามากกว่านี้ ในการผ่าตัดแพทย์จะผ่าตัดผิวหนังบริเวณรูจมูก แต่แพทย์บางท่านก็ผ่าผิวหนังบริเวณขอบจมูก เพื่อแยกให้เห็นกระดูกจมูก แพทย์แก้ไขรูปทรงโดยการเลาะกระดูกอ่อนทั้งหมด หรือแก้ไขบางส่วน หรือใส่วัสดุเทียมแทนที่กระดูกจริง แต่งให้ได้รูปทรง แล้วจึงเย็บปิด

หลังผ่าตัดเสร็จแพทย์จะทำการดามจมูกของท่านเพื่อให้ได้รูปทรง ในรูจมูกอาจจะใส่พลาสติกเล็กเพื่อให้จมูกได้รูปทรงเมื่อผ่านไปได้ 2 วันจึงเอาออก

หลังผ่าตัด

หลังผ่า 24 ชั่วโมงคุณจะรู้สึกปวดศีรษะ ปวดบริเวณจมูก บวมบริเวณใบหน้าให้นอนหนุนหมอนสูง และให้พักมากที่สุด ช่วงแระจะมีอาการเขียวคล้ำของขอบตาจะเป็นมากที่สุดใน2-3 วันแรกซึ่งเกิดจากเลือดไปคั่ง การดูแลให้ประคบเย็นจะทำให้ยุบบวม หลังจากผ่าตัด 2 สัปดาห์อาการบวมหรือเขียวคล้ำจะหายไป

ช่วยหลังผ่าตัดคุณอาจจะมีเลือดกำเดาไหล แพทย์จะแนะนำมิให้คุณสั่งน้ำมูก มีอาการคัดจมูกเนื่องจากเยื่อบุช่องจมูกบวม

หลังจากผ่าตัด 1 สัปดาห์คุณสามารถไปทำงานได้แต่ต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมบางอย่างเช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การก้ม การมีเพศสัมพันธ์ 2-3 สัปดาห์หลังผ่าตัด หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูก การขยี้จมูก หรือถูกแดดเผาเป็นเวลา 8 สัปดาห์หลังการผ่าตัด

หากท่านใส่ contact lens ท่านสามารถใส่ได้ทันที แต่หากท่านสวมแว่น ท่านต้องใช้เทปติดขอบแว่นไว้ที่หน้าผาก จนกระทั่งจมูกแข็งแรงซึ่งใช้เวลา 6-7 สัปดาห์จึงจะสวมแว่นได้ตามปกติ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก siamhealth.com

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 22:23
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

ใคร ที่คิดจะทำ ขอแนะนำว่า ต้องเป็นคนที่ ตาตี๋ จริงๆ แบบ ไม่มีชั้นเลย อันนี้ ก็น่าทำ เพราะจะทำให้ดวงตาดู โตขึ้น และจะช่วยดึงรูปจมูก ให้ดูโด่งขึ้น นิดหน่อยด้วย เพื่อนไปทำมา ก็ ดูสวยเลย แบบเห็นได้ชัดเลย ว่าสวยขึ้น การทำตา 2 ชั้น จะดีอย่าง ตรงที่ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม เข้าสู่ร่างกายเรา ถ้าคิดจะทำ ก็ขอให้เลือก คลีนิค นิดนึง อย่าไปเสี่ยง ทำแบบถูกๆ ถ้าจะทำ ศึกษา หมอ คนที่จะทำครับ ว่ามีใบ การันตี จบจากไหน สาขา และความดัง ผลงาน ของหมอคนนั้นๆ ก่อน

ทำตาสองชั้น

ทำตาสองชั้น

การทำ ตา 2 ชั้น โดยส่วนใหญ่ผู้ที่จะเข้ารับการ ศัลยกรรม ทำ ตาสองชั้น จะเป็นคุณผู้หญิงที่มีเชื้อสายออกไป
ทางจีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี ซึ่งจะมีตาชั้นเดียว ทำให้มองดูตาค่อนข้างเล็ก การใช้เครื่องสำอางพวกดินสอเขียนตา
ก็ไม่อาจช่วยทำให้ตาสวยขึ้นมาได้ดังใจต้องการ

ปัญหาที่ต้องแก้ไข
ผู้ตาชั้นเดียว มีความแตกต่างกับผู้มี ตา2ชั้น คือ ไม่มีเยื่อพังพืดขึงยึดจากส่วนของกล้ามเนื้อลืมตากับผิวหนัง
ทำให้เวลาลืมตาไม่สามารถดึงให้เป็น 2 ชั้น การแก้ไขโดยเลียนแบบธรรมชาติ ใช้ไหมขึงยึดผิวหนังกับส่วน
กล้ามเนื้อลืมตา นอกจากนี้ผู้มี ตาชั้นเดียว มักจะมี ไขมัน ในส่วนของหนังตาบน มากกว่า ทำให้หนังตาดูอูม
ซึ่งนอกจากทำชั้นแล้ว ต้องเอาไขมันออกด้วยในบางรายเพื่อให้มีความสวยงามของชั้น

เวลาที่ใช้ทำ
ประมาณ 30 นาที

ยาที่ใช้
ประมาณ 30 นาที

ระยะเวลาพักฟื้น
ไม่จำเป็น ทำทุกอย่างตามปกติได้ทันที หลังทำ

สถานที่ผ่าตัด
คลินิก

วิธีการผ่าตัด
ส่วนการผ่าตัดแพทย์จะวัด หนังตา อย่างละเอียด และทำเครื่องหมายบนเปลือกตาเพื่อเป็นการกะขนาดว่า
เส้นตาทั้ง 2 ข้างต้องเท่ากัน หลังจากนั้นจะวาดเส้นที่ต้องการ และฉีดยาชาที่เปลือกตาเป็นจุดเล็กๆ แพทย์จะ
ทำการผ่าตัดเปลือกตาทีละข้าง และสร้างรอยพับของตาให้เหมือนธรรมชาติมากที่สุด โดยการใช้เข็มขนาด
เล็ก เจาะเป็นจุดเล็กเท่ารูเข็ม ที่ตำแหน่งที่จะทำชั้น จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการทำชั้น โดยใช้ไหมชนิดไม่ละลาย
เพื่อให้มีชั้นตลอดไป เย็บผิวหนังให้ยึดติดกับกล้ามเนื้อที่ใช้ลืมตา (เลียนแบบธรรมชาติของผู้มี ตาสองชั้น)
ผ่านแผลที่เจาะเป็นจุด โดยจะไม่มีการทำลายหรือตัดชั้นอื่นๆของหนังตา นอกจากจุดที่ไหมที่ผ่านเพื่อทำ
ชั้นของหนังตาเท่านั้น เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย โดยมีการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อน้อย และคนไข้
ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล การทำ ตา2ชั้น วิธีนี้ให้ผลถาวร

การเตรียมตัวก่อนทำ
ไม่ต้องอดอาหาร ควรรับประทานอาหารให้ไม่อิ่มเกินไป

การดูแลหลังทำ
เนื่องจากการทำ ตาสองชั้น วิธีนี้มีบาดแผลเพียงจุดเล็กๆจึงสามารถทำตัวตามปกติ
1.ระวังไม่ขยี้ตารุนแรง 3 สัปดาห์. ให้ ล้างหน้า, แต่งหน้าตามปกติ เหมือนไม่ได้ผ่าตัด
2.รับประทานอาหารได้ทุกอย่าง เหมือนไม่ได้ผ่าตัด
3.บางท่านจะมีขี้ตามากกว่าปกติ ไม่ต้องทำอะไร แล้วจะหายไปเองใน 1 สัปดาห์
4.บางท่านจะรู้สึกตึงหนังตาบนบ้าง แล้วจะหายไปเองใน 1 สัปดาห์

ข้อมูลจาก siamaircare.com/surgery/mainframe.htm

การทำตา 2ชั้น หรือแก้ไขหนังตาหย่อน

การมีตา 2ชั้น นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าทำให้ดวงตาสดใส และดูเยาว์วัยเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของใบหน้า เป็นที่ต้องการของคนเอเซียที่มักจะมีตาชั้นเดียวเป็นส่วนมาก หรืออาจจะมีตาสองชั้นอยู่แล้วก็มักจะมีขนาดเล็กหรือมีไขมันที่เปลือกตามาก ร่วมด้วยทำให้ชั้นตาดูไม่ชัดเจน ส่วนในคนที่มีอายุมากขึ้นหลัง 30-40ปี มักจะประสบปัญหาเรื่องเปลือกตามีไขมันหย่อนย้อยลงมาทำให้ตาสองชั้นที่เคยสวย งามหลบหรือเล็กลง รวมทั้งบางครั้งหย่อนมากจนเป็นหนังห้อยปิดเปลือกตาบางส่วน ส่งผลต่อทัศนวิสัยการมองเห็น และบางครั้งทำให้ขนตาม้วนเข้าในก่อความระคายเคืองต่อตา หรือเกิดการอักเสบที่เยื่อบุตาได้

ขั้นตอนการผ่าตัด
1. .แพทย์จะผ่าตัดโดยใช้ยานอนหลับชนิดอ่อน ร่วมกับการใช้ยาชาเฉพาะที่ และกรีดเปลือกตาในตำแหน่งที่เหมาะสมให้ชั้นตาสวยงามในแบบที่ต้องการ
2. ตัดไขมันส่วนเกินที่เปลือกตา และผิวหนังเปลือกตาออกตามความเหมาะสม
3. เย็บชั้นหนังตาใหม่ เพื่อให้ได้ชั้นหนังตาที่สวยงาม
4. เย็บแผลด้วยไหมเล็ก เพื่อให้เห็นรอยน้อยที่สุด และรอยกรีดจะซ่อนอยู่ที่ชั้นหนังตาใหม่

การดูแลหลังการผ่าตัด
ควร นอนหัวสูงในช่วง 2-3 วันแรก และประคบด้วยความเย็นบ่อยๆ ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ใส่ขี้ผึ้งเคลือบแผลพร้อมกันยาแก้อักเสบตามคำสั่งแพทย์ หลังจากนั้นมาพบแพทย์เพื่อตรวจแผล และตัดไหมตามนัด แผลผ่าตัดโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะหายสนิท สามารถแต่งหน้า ทาตาได้ชั้นตาที่ทำใหม่จะดูสวยงาม และยุบบวมจนหายสนิทในเวลาประมาณ 1-3เดือนขึ้นไป

i-sayhi.com/surgical/surgical-surgical.php

การผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้เวลาไม่นาน หลังการผ่าตัดเสร็จคุณสามารถกลับบ้านได้เลย โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

การผ่าตัดทำตา 2 ชั้นมีด้วยกันสองวิธีคือ
1. การผ่าตัดโดยการกีดชั้นของตา
2. การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา

การ ผ่าตัดด้วยการกีดชั้นหนังตานั้นเป็นการผ่าตัดโดยใช้มีดผ่าตัด ส่วนการกรีดบนผิวหนังที่เปลือกตาจะยาวมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่เทคนิคการผ่า ตัด รวมทั้งปริมาณผิวหนัง ไขมัน ที่ต้องการเอาออกด้วย เมื่อเย็บปิดแผลที่กรีดนั้น ก็จะการสร้างหนังตาขึ้นใหม่เป็นตา 2 ชั้น

การ เย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา ใช้ได้สำหรับผู้ที่มีเปลือกตาชั้นเดียว ที่ไม่มีไขมันมากและหนังตาไม่หย่อนตกลงมากเกินไป การทำตา 2 ชั้น ก็เพียงแต่เย็บร้อยไหมเข้าไปที่เปลือกตา อาจจะเป็น 2 จุด หือ 3 จุดก็ได้
ในขั้นตอนการผ่าตัดทำตา 2 ชั้นนั้น ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที โดยศัลยแพทย์ตกแต่งจะมีขั้นตอนการผ่าตัดง่ายๆคือ

1.แพทย์อาจให้คุณรับประทานยาคลายกังวล จากนั้นจึงฉีดยาชาบริเวณหนังตาบน คุณจะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด
2. แบ่งชั้นเปลือกตาตามที่วัดไว้ หรือ ตามความต้องการและความเหมาะสมกับผนังเปลือกตา หากมีไขมันส่วนเกินบริเวณเปลือกตา ก็จะตัดไขมันส่วนเกินและผิวหนังเปลือกตาที่บริเวณนั้นออกบางส่วน
3. รอยมีดที่กรีดสูงงประมาณ 5 มิลลิเมตร หรือมากกว่านั้น ถ้าต้องการชั้นตาหนาใหญ่ จากนั้นจะทำการเย็บกล้ามเนื้อที่ยกเปลือกตา (Levator Muscle) แล้วดึงผิวหนังตาให้พับตัวขึ้นกลายเป็น 2 ชั้น ตามที่ต้องการ
4. แล้วแพทย์ก็ทำการเย็บในบริเวณที่กรีดด้วยไหมเส้นเล็กมาก รอยกรีดหลังการผ่าตัดตา 2 ชั้นนั้นจะซ่อนอยู่ในชั้นตาที่สร้างข้นใหม่
5. หลังการผ่าตัดแพทย์จะให้คนไข้นอนพักเพื่อสังเกตอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

การปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เพื่อจะช่วยให้แผลหายเร็ว

1. ควรประคบเย็นที่บริเวณน้าผากและรอบดวงตา ในช่วง 2 วันแรกหลังการผ่าตัด
2. หลังการผ่าตัด 24 ชั่วโมง ให้เริ่มทายาขี้ผึ้งเคลือบแผลตามแพทย์สั่งที่บริเวณแผลตรงเปลือกตา
3. รับประทานยาแก้อักเสบและยาลดบวม หากปวดสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
4. หลังการผ่าตัด 3 วัน ก็เริ่มล้างหน้าได้ตามปกติ
5. กลับมาพบแพทย์เพื่อตัดไหมตามที่แพทย์ได้นัด
6. อาการบวมหลังการผ่าตัดจะมีอยู่ประมาณ 3 วัน ยุบบวมในวันที่ 4 ไปเลื่อยๆ เห็นชั้นดวงตาสวยงามในสัปดาห์ 4

พบ ผลข้างเคียงได้บ้าง เช่น มีอาการฟกช้ำซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแค่ 2-3 สัปดาห์ รอยฟกช้ำก็จะหายไปหมด ตาสองชั้นไม่เท่ากัน มักจะต่างกันไม่มากนัก ซึ่งหลังการผ่าตัดในระยะแรกอาจจะมีการบวมที่ไม่เท่ากันได้ ต้องให้อาการยุบบวมหายเป็นปกติก่อน จึงจะทำให้ชั้นตาที่เท่าๆกัน

drwim-plasticsurgery.com/Upper%20Eyelid%20Surgery-t.htm

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ?
ดวงตาเป็นสื่อที่บ่งบอก ความหมายในใจของทุกคนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณกำลังดีใจ เสียใจ โกรธ เกลียด หรือกาลังตกหลุมรักก็ตาม ดวงตาจะบ่งบอกได้อย่างชัดเจน ตังนั้นดวงตาจึงเป็นจุดหนึ่งที่หลายคนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับ ผู้ที่มีดวงตาที่กลมโต คมเข้ม สวยซึ้ง และมีเปลือกตาที่มองเห็นเป็น 2 ชั้นชัดเจน นับเป็นผู้ที่มีเสน่ห์ชวนมอง และเป็นที่อิจฉานิด ๆ ของบรรดาสาวตาชั้นเดียวที่ตาไม่มีเล่าเต๊ง ทั้งหลาย เพราะคุณเธอจะถูกเพื่อน ๆ ล้อเสมอเวลาที่ยิ้มตาปิดมิดจนมองไม่เห็นลูกนัยน์ตา ทำให้เจ็บใจนัก

ผู้ ที่มีหนังตาตก หรือผู้ที่ไม่พอใจในชั้นตาที่มีอยู่ว่า คุณสามารถที่จะแก้ไขให้มีตา 2 ชั้นสวยใสได้ โดยการรักษาด้วยการผ่าตัดทำตา 2 ชั้น ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ยุ่งยากและปลอดภัยครับ

เมื่อ คุณตัดสินใจที่จะมีตา 2 ชั้น เพื่อเพิ่มความสวยงามของดวงตาและใบหน้า คุณก็ควรมีการวางแผนและเตรียมตัวให้พร้อมประการแรกเลย คุณต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งโดยเฉพาะ เพื่อปรึกษาและสอบถามถึงข้อมูลที่คุณควรทราบอย่างละเอียด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการที่จะทำตาลองชั้นอีกครั้ง

แพทย์จะ พิจารณาจากลักษณะของหนังตาเดิมของคุณ และสอบถามถึงความต้องการของคุณว่า คุณต้องการชั้นตาลักษณะไหน กว้างขึ้นแค่ไหน คุณอาจถือรูปของดาราที่คุณคิดว่าตาสวยไปประกอบให้แพทย์ดูด้วยก็ได้ ขั้นตอนนี้สำคัญมากนะครับ เพราะความต้องการและคาดหวังไว้ในใจของคุณกับของแพทย์อาจไม่ตรงกัน

ดังนั้นจึงต้องคุยกันให้เข้าใจถูกต้องก่อน หลังจากนั้นแพทย์จะจัดลักษณะของชั้นตาใหม่ หลังการผ่าตัดให้คุณดูก่อน โดย แพทย์จะใช้ไม้เล็ก ๆ คล้ายไม้จิ้มฟันช่วยในการจัดลักษณะชั้นตาใหม่ให้คุณดูว่าหลังผ่าตัดแล้วดวง ตาของคุณจะมีชั้นตาแบบใด เป็นแบบนี้ถูกต้องตามความต้องการของคุณมั้ย ถ้าโอเคแล้ว
จากนั้นแพทย์ก็จะพิจารณาลักษณะของชั้นตาและเปลือกตาของคุณ ว่า มีลักษณะบางหรือหนา เพราะถ้าหากว่ามีเปลือกตาที่หนา จากไขมันสะลมจนทำให้หนังตาตกมาปิดหรือรบกวนการมองเห็นของคุณ ก็ต้องมีการนำไขมันส่วนเกินดังกล่าวบนเปลือกตาออกด้วย

ใน วันที่คุณมาพบแพทย์ถ้าหากคุณตัดสินใจจะทำตา 2 ชั้น ในวันนั้น คุณควรนำแว่นตากันแดดไปด้วย เพื่อใช้อำพรางดวงตาหลังการผ่าตัด และช่วยป้องกันฝุ่นด้วย และควรจะชวนใครไปเป็นเพื่อน หรือให้ใครไปรับเพื่อพากลับบ้านด้วย เพราะการผ่าตัดตา 2 ชั้น เป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้เวลาไม่นาน หลังการผ่าตัดเสร็จคุณสามารถกลับบ้านได้เลย โดยไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล แต่คุณอาจจะยังใช้สายตาได้ไม่สะดวกนัก จึงไม่ควรที่จะขับรถด้วยตัวเองนะครับ

หลายคนคงอยากทราบว่า ในการผ่าตัดทำตา 2 ชั้นเนี่ย แพทย์เขาทำกันอย่างไรบ้าง หมอจะขออธิบายง่าย ๆ ให้เข้าใจดังนี้

โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดทำตา 2 ชั้น มีด้วยกันสองวิธีคือ

1. การผ่าตัดโดยการกรีดชั้นของหนังตา
2. การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา

ความ แตกต่างของสองวิธีนี้ ก็คือ การผ่าตัดด้วยวิธีการกรีดชั้นหนังตา นั้นเป็นการผ่าตัดโดยการใช้มีดผ่าตัด หรือใช้แสงเลเซอร์ กรีดเปิดผิวหนังตาตั้งแต่หัวตาไปจนถึงหางตา ซึ่งตำแหน่งของรอยกรีดโดยมากแล้วก็เป็นตำแหน่งของชั้นตาที่คนไข้ต้องการ

การผ่าตัดแบบธรรมดาด้วยมีดผ่าตัด ร่วมกับการใช้ปลายเข็มไฟฟ้าที่มีปลายคมมาก เป็นวิธีที่แพทย์ มักนิยมใช้ ส่วนการกรีดลงบนผิวหนังที่เปลือกตาจะยาวมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่เทคนิคการ ผ่าตัด รวมทั้งปริมาณผิวหนัง ไขมัน ที่ต้องเอาออกด้วย

หากมีผิว หนังหรือไขมันมากแผลก็ต้องยาวหน่อย หากมีไขมันน้อยหรือไม่ต้องเอาออกเลยแผลก็สั้นลง เมื่อเย็บปิดแผลที่กรีดนั้นก็จะมีการสร้างชั้นหนังตาขึ้นใหม่เป็นตา 2 ชั้น

ส่วนวิธีที่สองคือ การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา
เป็น วิธีที่ใช้ได้ลำหรับผู้ที่มีลักษณะเปลือกตาชั้นเดียวที่ไม่มีไขมันมากและ หนังตาไม่หย่อนตกลงมากเกินไป เนื่องจากไม่สามารถเอาไขมันและผิวหนังส่วนเกินออกไปด้วยได้ การทำตาสองชั้นก็เพียงแต่เย็บร้อยไหมเข้าไปที่เปลือกตา อาจจะเป็นสองจุดหรือสามจุดก็ได้

ดังนั้นเราจะเห็นโฆษณาอยู่เรื่อย ๆ ว่าทำตาสองชั้นแผลหายภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งวิธีนี้เป็นการผ่าตัดโดยวิธีร้อยไหมอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ไหมที่ร้อยไว้อาจหลุดได้ หรือบางครั้งจะเป็นจุดบุ๋มอยู่ช่วงหนึ่ง บางครั้งก็เลยดูไม่ค่อยจะธรรมชาติเท่าไหร่ แต่มีข้อดีคือ มีอาการบวมไม่มากนัก และไม่ต้องมาคอยระวังเรื่องแผล เพราะเป็นจุดเย็บที่เปลือกตาเท่านั้น
ในขั้นตอนการผ่าตัดทำตา 2 ชั้นนั้น จะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที โดยศัลยแพทย์ตกแต่งจะมีขั้นตอนการผ่าตัดง่าย ๆ คือ

1. ก่อนการผ่าตัดแพทย์อาจจะให้คุณรับประทานยาคลายกังวล จากนั้นจึงฉีดยาชาบริเวณหนังตาด้านบนคุณจะไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างผ่าตัด

2. จากนั้นแพทย์จะแบ่งชั้นเปลือกตาตามตำแหน่งที่วัดไว้ หรือตามความต้องการและความเหมาะสมกับผนังเปลือกตา หากมีไขมันส่วนเกินที่บริเวณเปลือกตา ก็จะตัดไขมันส่วนเกินและผิวหนังเปลือกตาที่บริเวณนั้นออกบางส่วน

3. รอยมีดที่กรีดจะสูงประมาณ 5 มิลลิเมตร หรือมากกว่านั้น ถ้าหากต้องการชั้นตาหนาใหญ่ จากนั้นจะทำการเย็บกล้ามเนื้อที่ยกเปลือกตา (Levator Muscle) แล้วดึงผิวหนังตาให้พับตัวขึ้นกลายเป็น 2 ชั้น ตามที่ต้องการ

4. แล้วแพทย์ก็ทำการเย็บในบริเวณที่กรีดด้วยไหมเส้นเล็กมาก เพื่อให้เห็นรอยเย็บน้อยที่สุด ส่วนรอยกรีดหลังการผ่าตัดตา 2 ชั้น นั้นจะซ่อนอยู่ในชั้นตาที่สร้างขึ้นใหม่ จึงทำให้ไม่เห็นรอยแผลใด ๆ เวลาลืมตาตามปกติ

5. หลังการผ่าตัดแพทย์จะให้คนไข้นอนพักเพื่อสังเกตอาการที่โรงพยาบาล อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อดูความผิดปกติหลังการผ่าตัด และบาดแผล จึงจะสามารถให้เดินทางกลับบ้านได้

หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดทำตา 2 ชั้นสมดังใจแล้ว แพทย์ก็จะแนะนำการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เพื่อจะได้ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น คือ

1. ควรประคบเย็นที่บริเวณหน้าผากและรอบดวงตา ในช่วง 2 วันแรกหลังผ่าตัด โดยบรรจุน้ำแข็งในถุงพลาสติกที่สะอาดแล้วหุ้มด้วยผ้าขนหนูสะอาดอีกชั้นหนึ่ง นำมาประคบบริเวณดวงตาเพื่อบรรเทาอาการบวมและช่วยห้ามเลือดซึม ยิ่งขยันประคบด้วยความเย็นมากเท่าไร ก็จะช่วยบรรเทาให้อาการบวมนั้นยุบเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น

2. หลังการผ่าตัด 24 ชั่วโมง ให้เริ่มทายาขี้ผึ้งเคลือบแผลตามแพทย์สั่งที่บริเวณแผลตรงเปลือกตา

3. รับประทานยาแกอักเสบและยาลดบวมตามที่แพทย์จัดให้หากมีอาการปวดก็สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้

4. หลังการผ่าตัด 3 วัน คุณก็เริ่มล้างหน้าได้ตามปกติ และควรใช้น้ำอุ่น เพื่อจะได้ล้างทำความสะอาดใบหน้าได้ง่ายขึ้น

5. หากต้องการทำความสะอาดบริเวณแผลที่ดวงตา สามารถทำได้โดยใช้สำลีก้อนชุบน้ำอุ่นที่สะอาดเช็ดเบา ๆ บริเวณแผลที่เปลือกตา แล้วจึงค่อยทายาครีม หรือขี้ผึ้งยาปฏิชีวนะ ตามที่แพทย์จัดให้

6. หลังการผ่าตัด ให้กลับมาพบแพทย์เพื่อตัดไหมตามที่แพทย์ได้นัดไว้ ตามปกติจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน

7. กรณีที่ปกติคุณใส่คอนแทคเลนส์อยู่ ก็ควรเปลี่ยนไปสวมแว่นตาแทนในช่วงสัปดาห์แรก หรือจนกว่าจะหายบวม เพราะถ้าใส่คอนแทคเลนส์จะต้องดึงที่เปลือกตา ซึ่งจะทำให้แผลผ่าตัดที่เย็บไว้เปิดแยกจากกันได้

8. อาการบวมหลังผ่าตัดจะมีอยู่ประมาณ 3 วัน และเริ่มยุบบวมในวันที่ 4 ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายสนิท และเห็นชั้นดวงตาที่สวยงามในสัปดาห์ที่ 4 ทั้งนี้ คุณสามารถทำงานได้ตามปกติ หลังจากการผ่าตัด 3 วัน

บางคนอาจถามหมอว่า ทำตา 2 ชั้น แล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า?

หมอ ขอตอบอย่างนี้นะครับ ในการทำตา 2 ชั้นก็อาจพบผลข้างเคียงได้บ้าง เช่น มีอาการฟกช้ำ ซึ่งถือเป็นเรืองปกติ แต่จะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก ซึ่งในการผ่าตัดก็ต้องมีอาการ ฟกช้ำบวมเป็นธรรมดา แต่หากคุณดูแลได้อย่างถูกต้อง เพียงแค่ 2-3 สัปดาห์ รอยฟกช้ำก็จะหายไปหมดเกลี้ยงไม่เหลือร่องรอยให้สังเกตได้

อีกเรื่องคือ ชั้นตาไม่เท่ากันบางคนก็ถึงกับมาโวยวายกับหมอว่าผ่าตัดแล้วทำไมชั้นตาไม่เท่ากัน
จริง ๆ โดยธรรมชาติแล้วคงไม่มีใครมีอวัยวะสองข้างเท่ากันเปี๊ยบ แต่มักจะต่างกันไม่มากนัก เช่นเดียวกับตา 2 ชั้น ซึ่งหลังการผ่าตัดในระยะแรกอาจจะมีการบวมที่ไม่เท่ากันได้ จึงทำให้ชั้นตาดูต่างกันหรือสูงไม่เท่ากันได้

หากเราเข้าใจถึง ธรรมชาติของเนื้อเยื่อว่าต้องให้อาการยุบบวมหายเป็นปกติก่อน คุณจึงจะได้ชั้นตาที่เท่า ๆ กัน และสวยสมใจในที่สุด ดังนั้นคุณจึงต้องใจเย็น ๆ และหมั่นดูแลตัวเอง พร้อมทั้งปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ

ในปัจจุบัน การผ่าตัดทำตา 2 ชั้นเป็นที่นิยมมากสำหรับผู้หญิง และมีผู้ชายอีกไม่น้อยที่มาทำกัน

การ ผ่าตัดทำตา 2 ชั้น จะทำให้คุณได้ชั้นตาใหม่ที่สวย มีดวงตาที่กลมโตขึ้น ส่งเสริมให้ใบหน้าของคุณสวยแปลกแตกต่างจากเดิม และที่สำคัญตาทั้ง 2 ชั้นจะอยู่กับคุณถาวรตลอดไป ในทางการแพทย์พบได้ไม่บ่อยนักว่าชั้นของตามีการเลือนหายไป มีเพียงขนาดของชั้นตานั้นมีโอกาสจะเล็กลงได้ เนื่องจากอายุที่มากขึ้น หรือจากความหย่อนยานของผิวหนังเปลือกตา ร่วมกับการหย่อนลงของส่วนอื่น ๆ เช่น คิ้ว หน้าผาก เป็นต้น แต่ก็เป็นเวลาหลายๆ ปี หรือหลายสิบปีขึ้นไป คุณจึงสบายใจได้ว่าความสวยจะคงอยู่คู่คุณไปอีกนาน

ข้อมูลจาก women.sanook.com/beauty/surgery/surgery_16603.php

eye2thailand.com

การทำศัลยกรรมตาสองชั้นแบบไม่มีรอยแผลกรีด

เนื่องจากวิธีนี้จะทำชั้นผ่านรอยเจาะจุดเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องมีการกรีดให้เกิดแผลไม่ว่าใช้เลเซอร์กรีดหรือใช้มีดผ่าตัด กรีด

ส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจผิดคิดว่าการผ่าตัดด้วยเลเซอร์จะไม่มีบาดแผล แต่แท้จริงแล้วการผ่าตัดตาสองชั้นโดยใช้เลเซอร์ก็คือการทำตาสองชั้นด้วยวิธี กรีดนั่นเอง เพียงแต่ใช้ เลเซอร์กรีดให้เกิดแผลแทนมีดผ่าตัด และ ก็ต้องเย็บปิดบาดแผล

การใช้เลเซอร์ในการผ่าตัด ก็คือการใช้ความร้อนของแสงเผาให้ผิวหนังหรือเนื้อไหม้สลายไปตามตำแหน่งที่ โดนแสง ดังนั้นย่อมต้องทำให้มีบาดแผลเช่นเดียวกับการใช้ มีดผ่าตัด

การหายของบาดแผลศัลยกรรมจะดีเพียงไร จะขึ้นอยู่กับ

1. ความชอกช้ำของเนื้อขอบแผล ความชอกช้ำจะน้อย ถ้าหาก แพทย์ไม่ใช้ความรุนแรง และ ทำศัลยกรรมอย่างนุ่มนวล ส่วนความชอกช้ำจากเลเซอร์ขึ้นกับ ความคมของแสงเลเซอร์ จะขึ้นกับการรวมลำแสงให้เล็กเป็นจุดเดียว ( Focus ) ถ้ามือไม่นิ่งพอหรือ ส่วนผ่าตัดมีความสูงต่ำตลอดก็จะไม่สามารถรวมแสงให้เป็นจุดได้ตลอดเวลา ก็จะทำให้มีลำแสงกว้างออกทำลายเนื้อเยื่อส่วนอื่นข้างๆได้ ต่างกับมีดผ่าตัดที่ความคมแน่นอน

2.การเย็บแผลที่ดี และละเอียดปราณีต

ดังนั้น เลเซอร์ ไม่ได้ทำให้ไม่มีแผล หรือ ไม่ได้ทำให้ไม่มีแผลเป็น และ ไม่ได้หายเร็วกว่าปกติ
รอยแผลจะหายได้ดีเพียงใดสำคัญขึ้นอยู่กับการเย็บว่าจะปราณีตเพียงใด ไม่ได้ขึ้นกับว่าใช้อะไรกรีดให้เกิดบาดแผลค่ะ

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 22:19
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

ศัลยกรรม ผ่าตัด เหลากราม

การ ศัลยกรรม เหลากราม ที่มักจะเรียก การผ่าตัดเพื่อแก้ไข ลักษณะ กรามกาง หรือมี สันกรามใหญ่ โดยแท้จริง เป็นการศัลยกรรม ที่ตัดเฉพาะส่วนของ มุมกราม เท่านั้น จึงควรเรียกว่า ศัลยกรรมตัดกระดูกมุมกราม ( mandible angle reduction )

ศัลยกรรมตัดมุมกราม จะทำผ่านแผลในปากเพื่อไม่ให้มีแผลภายนอก การทำจะต้องใช้การดมยาสลบ และพักฟื้นใน รพ.หลังทำ 1 วัน เวลาในการ ผ่าตัด 2-3 ชั่วโมง ค่าใช้จ่าย 65,000 – 75,000 บาทเทคนิกที่หมอใช้ เป็นเทคนิกที่ทำทั้งการตัดและเหลามุมกรามร่วมกันอยู่แล้ว
การตัดหรือลดขนาดมุมกราม จะทำให้ในรายที่มีปัญหามุมกรามกางหรือใหญ่ และไม่มีปัญหาการสบฟัน หลังการแก้ไข ผลที่ได้จะช่วยทำให้รูปหน้าที่เป็นเหลี่ยมจากมุมกราม ดูกลมกลืนและเรียวขึ้น

คำศัพท์ที่เป็น ภาษาไทย สำหรับการทำผ่าตัด ในบางคำไม่สามารถจะบอกได้ชัดเจนแน่นอนว่าหมายถึงสิ่งใดอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคำที่ผู้พูดหรือเขียน จะใช้ตามความคิดของตนเอง หรือ แม้แต่คำที่แพทย์เอง บางครั้งเพื่อพูดแบบง่ายๆให้คนไข้พอเข้าใจในวิธี

เช่น การทำ ศัลยกรรม ตัดลดขนาดมุมกราม ( reduction angle mandible surgery) ซึ่งเป็น การผ่าตัด เพื่อตัดส่วนกระดูกมุมกรามที่กางออก แพทย์บางท่าน หรือคนไข้บางคน ก็จะเรียกได้หลายๆแบบ เช่น ผ่าตัดเหลากราม ผ่าตัดกราม ผ่าตัดลบกราม ผ่าตัดมุมกราม ฯลฯ

ข้อมูลจาก http://www.2plastic.com

ทางการผ่าตัดกระดูกใบหน้าและศีรษะได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้การผ่าตัด แก้ไขโครงสร้างของใบหน้าสามารถทำได้มากยิ่งขึ้นและมีความปลอดภัยมากขึ้น?

ใบหน้าของคนทั่วไปจะสามารถแบ่งส่วนออกเป็นสามส่วนหลัก ๆ จากบนลงล่างคือ ส่วนบนสุด ได้แก่กระโหลกและหน้าผาก ส่วนกลางคือส่วนกรามบนจมูกและเบ้าตารวมทั้งโหนกแก้ม ส่วนล่างสุดคือส่วนกระดูกกราม การมีสัดส่วนของใบหน้าที่ใหญ่เกินเหมาะสมย่อมจะทำให้รูปร่างของใบหน้าดูไม่ งามได้ ในผู้หญิงทั่วไปนิยมรูปใบหน้าที่เรียวยาวมากกว่าใบหน้ากว้าง กลมหรือเหลี่ยม ดังเช่นในผู้ชาย การแก้ไขสัดส่วนของใบหน้าในส่วนต่าง ๆ สามารถทำให้โครงสร้างของใบหน้าเปลี่ยนแปลงได้ ในคนไทยและเอเซียเช่นญี่ปุ่น เกาหลี มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่าง คือมีความโหนกของกระดูกโหนกแก้ม และกราม ทำให้ได้รูปทรงใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม การตัดแต่งกระดูกในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นต้องการของผู้ที่อยากจะได้รูปหน้าที่เรียวขึ้น ในปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางการผ่าตัดกระดูกใบหน้าและศีรษะได้พัฒนาไปอย่าง รวดเร็วทำให้การผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างของใบหน้าสามารถทำได้มากยิ่งขึ้นและมี ความปลอดภัยมากขึ้น เช่นเดียวกับการแก้ไขกรามเพื่อความสวยงามก็เป็นที่นิยมมากขึ้นเช่นเดียวกัน

ในที่นี้จะกล่าวถึงการตัดแต่งมุมกราม ที่ไม่ใช่การตัดกรามเพื่อแก้ไขความผิดปกติของการสบฟันและการขบเคี้ยว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและมีรายละเอียดมากกว่า รวมทั้งการตัดแต่งกระดูกโหนกแก้มซึ่งจะนำมาเสนอในโอกาสต่อ ๆ ไป

เมื่อพิจารณากรามที่ยื่นทางด้านหลังนั้นมีส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องด้วยกัน ได้แก่ กระดูกกรามด้านหลังหรือมุมกราม, กล้ามเนื้อที่คลุมมุมกราม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการบดเคี้ยวอาหาร ซึ่งในบางคนมักจะมีขนาดใหญ่และหนาด้วย, เส้นประสาทที่มุดในกระดูกกรามเพื่อรับรู้ความรู้สึกของซี่ฟันล่างส่วนหลัง และริมฝีปากส่วนล่าง การตัดแต่งมุมกรามนั้นมีขั้นตอนในการดูแลได้แก่ แพทย์ผู้รักษาจะต้องตรวจดูสภาพของกระดูกกรามทั้งหมดเสียก่อน อันได้แก่ความหนา ความสูงของกระดูกกรามทั้งอัน ความสัมพันธ์ระหว่างกระดูกกรามและกระดูกใบหน้าส่วนบนรวมทั้งการสบฟันว่าผิด ปกติด้วยหรือไม่ ความหนาของกล้ามเนื้อมุมกรามดังกล่าว ความผิดปกติของกระดูกกรามส่วนอื่น เช่นคาง ข้อขากรรไกร รวมทั้งฟันซี่ต่าง ๆ ว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อจะได้นำข้อมูลมาประกอบการตัดกรามว่าจะสามารถทำให้ใบหน้ามีการ เปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด และจะได้รูปร่างของใบหน้าสมดุลย์กับส่วนอื่นของใบหน้าหรือไม่ หลังจากนั้นต้องมีการตรวจภาพถ่ายรังสีเพื่อดูกระดูกกรามทั้งหมดและความยื่น ของกระดูกกราม ฟันซี่ต่าง ๆ รวมทั้งศึกษาแนวในการตัดกระดูกกรามว่าจะตัดในแนวใดจึงจะเหมาะสม เป็นต้น

การตัดกรามนั้นจำเป็นต้องทำร่วมกับการดมยาสลบ เนื่องจากจะต้องมีการใช้เครื่องมือซึ่งเป็นเลื่อยอันเล็ก ๆ สอดเข้าไปตัดที่มุมกราม โดยทั่วไปแล้วจะสามารถเข้าไปตัดกระดูกได้โดยการผ่าตัดได้สองทางด้วยกันคือ

  1. การผ่าตัดจากภายนอกช่องปาก
  2. การผ่าตัดจากภายในช่องปาก

การผ่าตัดจากภายนอกช่องปาก : เป็นการผ่าตัดที่แพทย์จะเปิดแผลจากภายนอกบริเวณใกล้ ๆ กับมุมกรามแล้วค่อย ๆ เลาะผ่านกล้ามเนื้อและหลบเส้นประสาทสำคัญเส้นหนึ่งที่จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ มุมปาก หลังจากนั้นจึงตัดแยกกล้ามเนื้อมุมกรามออกเข้าหากระดูกมุมกราม เมื่อสามารถเปิดกระดูกมุมกรามส่วนที่ต้องการจะตัดได้เรียบร้อยแล้วจึงใช้ เลื่อยตัดกระดูกตามแนวที่ต้องการแล้วเอาชิ้นกระดูกที่เกินนั้นออกไป ตกแต่งมุมกระดูกให้เรียบร้อยแล้วจึงทำการเย็บแผลปิด วิธีนี้แพทย์สามารถผ่าตัดได้ง่าย เนื่องจากไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรพิเศษมากนัก และไม่ต้องผ่านช่องปากเข้าไปหากระดูก อาการบวมจึงมักจะน้อยกว่า แต่วิธีนี้มีโอกาสที่แพทย์อาจจะกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทที่มาเลี้ยงมุม กรามได้ แม้จะเป็นการชั่วคราวแต่ก็สามารถทำให้เกิดการเอียงหรือเบี้ยวของมุมปากได้ใน ระยะแรก และสิ่งสำคัญคือแผลผ่าตัดที่มุมกรามนั้นบางรายอาจจะสามารถเห็นและสังเกตได้ และบางรายก็เกิดอาการแผลปูดนูนตามมาในระยะหลังได้ ซึ่งจะต้องทำการรักษาต่อไป

การผ่าตัดจากภายในช่องปาก : วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะยุ่งยากมากกว่า และจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่พิเศษกว่าการตัดจากภายนอก แพทย์จะทำการเปิดแผลที่ในช่องปากตรงบริเวณหลังฟันกรามซี่สุดท้าย ในแนวดิ่ง แล้วค่อย ๆ เลาะแยกเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวรวมทั้งกล้ามเนื้อที่คลุมมุมกรามออก หลังจากนั้นจึงเลาะเยื่อหุ้มกระดูกออกให้กว้างเพียงพอที่จะสอดใส่เครื่องมือ เข้าไปที่มุมกราม เพื่อจะให้เห็นมุมกรามและกรามส่วนหลังได้ชัดเจน หลังจากนั้นจึงใช้เลื่อยที่มีรูปร่างเป็นเลื่อยมุมฉากเข้าไปทำการตัดตามแนว ที่ต้องการ เลื่อยชนิดนี้จะมีความยาวเพียงพอที่จะทำให้การตัดในแนวตั้งฉากสามารถทำได้ หลังจากนั้นแพทย์จึงนำชิ้นกระดูกที่ถูกตัดขาดออกมาพร้อมกับการตกแต่งกระดูก ส่วนที่เหลือให้กลมมนตามปกติ แล้วจึงเย็บแผลปิดตามเดิม ปัญหาของการตัดด้วยวิธีนี้นั้นส่วนมากมักจะเป็นเรื่องเทคนิกการผ่าตัดซึ่ง มักจะต้องอาศัยประสบการณ์ความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด รวมทั้งต้องการเครื่องมื่อที่เหมาะสมด้วยจึงจะทำให้การผ่าตัดได้ผลดีและ กระดูกที่ตัดออกมานั้นมีขนาดที่พอเหมาะ การผ่าตัดจากภายในปากนี้มีการดึงรั้งกล้ามเนื้อและเยื่อบุปากมากกว่าจึงมี อาการบวมค่อนข้างจะมากกว่าการตัดจากภายนอกปาก แต่ไม่มีแผลเป็นให้เห็นจากภายนอกและการกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทก็มักจะ ไม่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ

การดูแลหลังการผ่าตัด : หลังการผ่าตัดนั้นโดยมากมักจะมีอาการบวมไม่มากก็น้อย ผู้ป่วยมักจะปวดบริเวณที่ผ่าตัดบ้างพอสมควร แต่มักจะเข้าที่ทั้งหมดในเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่วนอาการบวมที่มุมกรามมักจะมีอยู่ประมาณ 1-2 เดือนจึงจะเห็นรูปร่างกระดูกกรามใหม่ การฝึกการอ้าปากนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะแนะนำโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการผ่าตัดจาก ในช่องปาก ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการติดแข็งของพังผืดที่อยู่รอบกรามและใกล้ ๆ กับข้อของขากรรไกร ส่วนการอักเสบที่รุนแรงนั้นมักจะพบได้น้อยและไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องดังกล่าว

ผลข้างเคียงของการผ่าตัดลดมุมกรามนั้นมีได้เหมือนกัน ที่เคยพบมาก็ได้แก่

  1. ปัญหาเรื่องแผลผ่าตัดอักเสบติดเชื้อ สามารถพบได้ทั้งการผ่าตัดจากภายในและภายนอกช่องปาก แต่ทั้งนี้มักจะเป็นการอักเสบที่ไม่ค่อยจะรุนแรงนัก และสามารถรักษาให้หายได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะธรรมดา ก็มักจะเพียงพอ มีส่วนน้อยมากที่จะลุกลามเป็นการติดเชี้อที่กระดูกกราม
  2. ความไม่เท่ากันของกระดูกกราม ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากกระดูกกรามที่ไม่เท่ากันตั้งแต่ก่อนการผ่าตัด หรือรวมทั้งการตัดกระดูกกรามที่ไม่เท่ากัน หรือเนื่องจากการบวมที่แตกต่างกันทั้งสองข้าง
  3. การกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทที่เลี้ยงริมฝีปากและเหงือก ซึ่งโดยทั่วไปหมอจะพยายามที่จะรักษาและหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนต่อเส้น ประสาทดังกล่าว และในกรณีที่ผ่านอกปากหมอจะพยายามเลี่ยงต่อเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อ มุมปากล่าง แต่การดึงรั้งอาจจะทำให้เกิดการขยับปากหรือเกิดอาการชาที่ริมฝีปากได้ ซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนก็จะหายเป็นปกติได้
  4. การเกิดกระดูกกรามหัก เป็นข้อแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ในกรณีที่การตัดไม่ถูกต้องก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งการแก้ไขก็อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเช่นเดียวกับกระดูกกรามหักได้แก่ การยึดตรึงกระดูกด้วยโลหะหรือการจัดฟันให้เข้าที่ในช่วงเวลาหนึ่ง

โดยสรุป ?การผ่าตัดกระดูกมุมกรามให้เล็กลง สามารถแก้ไขลักษณะของใบหน้าที่กางเหลี่ยมให้ดูเล็กลงและเรียวขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ควรได้รับการผ่าตัดและตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้มีความชำนาญและ มีอุปกรณ์ผ่าตัดที่ครบถ้วน เพื่อผลการผ่าตัดที่น่าพอใจและมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด?

นิตยสาร MedicalLink ฉบับ 005

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 22:16
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

การลดโหนกแก้ม ทำศัลยกรรมลดโหนกแก้ม

จะทำในรายที่มี ปัญหาจาก เนื้องอก หรือ อุบัติเหตุ หรือ ใบหน้าผิดรูปแต่กำเนิด เป็นส่วนใหญ่ มากกว่า ทำเพื่อความสวยงาม ค่ะ

การศัลยกรรมเพื่อที่จะลดขนาดโหนกแก้มนั้นสามารถทำได้ ด้วยวิธีการดังนี้

1. การกรอกระดูก เป็นการทำศัลยกรรมที่ไม่ยุ่งยาก โอกาสมีปัญหาน้อย แต่เนื่องจากกระดูกโหนกแก้มจะมีความหนาไม่มาก ไม่เกิน ครึ่งเซนติเมตร การกรอจะลดขนาดได้น้อยมาก ถ้ากรอลึกกว่าความหนากระดูกจะเข้าโพรงไซนัส ดังนั้นผลสุดท้ายแทบไม่ได้เห็นมีความแตกต่างระหว่างก่อนทำและหลังทำ ยกเว้นในรายที่กระดูกโตจากเนื้องอกของกระดูกโหนกแก้มซึ่งจะมีความหนามาก หมอจะใช้วิธีการกรอซึ่งจะได้ผลในการลดขนาดค่ะ

2. การตัดกระดูกโหนกแก้มและเลื่อน เป็นการผ่าตัดที่ใหญ่”มาก” และซับซ้อน ก่อนทำจำเป็นต้องมีการตรวจกระดูกใบหน้าด้วยการ x-ray แล้ววัดค่าความยาว ความกว้าง มุมต่างๆ วางแผนโดยละเอียด รวมถึงในระหว่างทำศัลยกรรมด้วย

เนื่องจากเป็นการผ่าตัด ที่ใหญ่มาก และซับซ้อน และมีโอกาส ที่จะมีผลที่ไม่พึงประสงค์จากการผ่าตัดได้ค่อนข้างมาก

ดังนั้นการทำศัลยกรรมชนิดนี้ หมอจะใช้เฉพาะแก้ไขในรายที่มีปัญหาจากอุบัติเหตุหรือเด็กที่เป็นแต่กำเนิด ที่ลักษณะโหนกแก้มมีการผิดรูปมากเท่านั้นนะคะ

ศัลยกรรมตัดโหนกแก้มแล้วเลื่อน ไม่แนะนำให้ทำเพื่อความสวยงาม ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว

ส่วนวิธีอื่นที่ไม่ใช่การผ่าตัด ใช้ยาทา ยาฉีดฯลฯ ย่อมไม่สามารถทำให้กระดูกลดขนาดได้ค่ะ

เกี่ยวกับการผ่ตัดผ่าตัดเสริมโหนกแก้ม credit from:::http://www.pai.co.th

วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดเสริมโหนกแก้มคือเพื่อปรับปรุงโหนกแก้มให้ชัดเจน มีความสมดุลระหว่าง 2 ข้าง และทำให้ใบหน้าดูโดดเด่นยิ่งขึ้น วิธีการเสริมโหนกแก้มที่นิยมทำกันคือใส่ซิลิโคนผ่านเข้าไปทางแนวเส้นผ่าตัด ที่ทำขึ้นภายในช่องปาก หรือใต้ขอบตาล่างซึ่งขนาดและรูปร่างของซิลิโคนขึ้นอยู่กับรูปหน้าของคนไข้ แต่ละคน นอกจากการเสริมโหนกแก้มด้วยซิลิโคนแล้ว ในบางรายยังมีการตัดโหนกแก้มหรือจัดตำแหน่งโหนกแก้มใหม่ให้รับกับใบหน้ามาก ขึ้น

วิธีการผ่าตัด
การเสริมโหนกแก้มสามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกันคือ สอดซิลิโคนผ่านเข้าไปทางแนวเส้นผ่าตัดที่ทำขึ้นภายในช่องปาก หรือผ่านทางแนวเส้นผ่าตัดที่บริเวณเปลือกตาล่าง วิธีการแรกจะได้รับความนิยมมากกว่าเนื่องจากจะมองไม่เห็นบาดแผลจากการผ่าตัด แต่ถ้าหากมีการผ่าตัดเสริมความงามแบบอื่นร่วมด้วยก็สามารถเลือกใช้แนวเส้น ผ่าตัดนั้นๆแทนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเป็นไปได้ของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด ในการสอดซิลิโคนผ่านเข้าไปทางช่องปากนั้น ศัลยแพทย์จะทำแนวเส้นผ่าตัดตรงบริเวณรอยต่อระหว่างเหงือกกับเยื่อบุช่องปาก ของริมฝีปากบน จากนั้นจึงทำช่องว่างให้เกิดขึ้นที่ใต้เยื่อหุ้มกระดูกตรงบริเวณกระดูกโหนก แก้มเพื่อสอดซิลิโคนเข้าไป แล้วจึงเย็บปิดปากแผลด้วยไหมละลาย ??? ?

ผลลัพธ์
คนไข้จะมีโหนกแก้มที่ดูยกสูงขึ้น ทำให้ใบหน้าดูโดดเด่น อย่างไรก็ตามเป็นธรรมดาที่คนไข้อาจจะรู้สึกปวดแผลหรือมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ไม่ซับซ้อนภายหลังเสร็จสิ้นการผ่าตัดเสริมโหนกแก้ม อาการเหล่านี้สามารถทำให้หมดไปโดยการรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์

ระยะเวลาการผ่าตัด
1 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมง

ภาวะแทรกซ้อน
คนไข้อาจจะมีอาการเลือดออก ซึ่งศัลยแพทย์จะป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้วโดยการใส่ท่อระบายเลือดและให้คนไข้ ใช้ถุงน้ำแข็งประคบโหนกแก้มทันทีหลังการผ่าตัด การติดเชื้อก็เป็นอีกภาวะแทรกซ้อนที่สามารถพบได้แต่ไม่บ่อยนัก ซึ่งศัลยแพทย์จะให้คนไข้รับประทานยาปฏิชีวนะทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดเป็น การป้องกันไว้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามภาวะแทรกซ้อนต่างๆ สามารถลดลงได้จากความชำนาญของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด ??? ?

ผลข้างเคียง
ผลข้างเคียงที่คนไข้สามารถพบ ได้แก่ เกิดอาการบวมช้ำและรู้สึกชาบริเวณโหนกแก้มซึ่งจะค่อยๆบรรเทาลงภายใน 1 ถึง 2 เดือน อาการเหล่านี้สามารถบรรเทาลงได้ด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง นอกจากนี้คนไข้จะประสบปัญหาเคี้ยวอาหารได้ลำบากในช่วง 2 ถึง 3 วันแรกหลังผ่าตัด ความรุนแรงและระยะเวลาของการเกิดผลข้างเคียงจะแตกต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการผ่าตัดอีกชนิดร่วมด้วย

การรักษาพยาบาล
คนไข้ควรนอนยกศีรษะให้อยู่สูงกว่าลำตัวและประคบโหนกแก้มด้วยถุงน้ำแข็งใน ช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด งดรับประทานอาหารอย่างน้อย 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนต่อบาดแผลและติดเชื้อ คนไข้จะต้องบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่แพทย์จัดให้อย่างสม่ำเสมอ และล้างปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหารด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพื่อฆ่า เชื้อโรคในช่วงที่ไหมเย็บยังละลายไม่หมด งดกิจกรรมทุกประเภทที่จะมีผลต่อการเพิ่มความดันเลือด เช่น การวิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การก้มตัว ไหมเย็บจะละลายหมดไปภายในระยะเวลา 7 ถึง 10 วันหลังผ่าตัด ??? ?

ระยะเวลาพักฟื้น
คนไข้จะใช้เวลาพักฟื้นโดยประมาณ 1 ถึง 2 อาทิตย์จึงกลับไปทำงานได้ตามปกติ ??? ?

ระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาลหลังผ่าตัด
คนไข้จะต้องนอนที่โรงพยาบาล 1 คืนเพื่อดูผลการผ่าตัด ??? ?

การใช้ยาระงับความเจ็บปวดก่อนผ่าตัด
สามารถเลือกใช้ได้ทั้งการวางยาสลบหรือการฉีดยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยาระงับความ วิตกกังวล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศัลยแพทย์ ??? ?

การดูแลบาดแผล
คนไข้จะต้องยกศีรษะให้อยู่สูงกว่าลำตัวในช่วงแรกหลังการผ่าตัดเพื่อป้องกัน อาการบวมที่อาจเกิดขึ้นได้ แพทย์จะแนะนำคนไข้ถึงอาหารและกิจกรรมที่จะต้องงดในช่วงแรก ซึ่งควรจะนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและผลข้าง เคียงที่รุนแรง นอกจากนี้คนไข้ยังต้องระมัดระวังการขยับปากในช่วงแรกหลังผ่าตัดเพื่อไม่ให้ บาดแผลได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรงซึ่งอาจจะส่งผลให้คนไข้ต้องพักฟื้นนาน ขึ้น ??? ?

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
- โปรดแจ้งอาการแพ้ยา ยาหรืออาหารเสริมที่ใช้ในปัจจุบันก่อนเข้ารับการผ่าตัด
- หากมีโรคประจำตัว โปรดแจ้งศัลยแพทย์ล่วงหน้า
- งดแอสไพริน (aspirin) ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) และวิตามินอี ล่วงหน้า 2 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด
- งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 2 อาทิตย์ และหลังผ่าตัด 4 อาทิตย์
- Plan to be in Thailand 6-10 days for general anesthesia and 5 days for local anesthesia ??? ?
- การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมง

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 22:13
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

ศัลยกรรมตกแต่งลักยิ้ม

ลักยิ้มแก้มคือรอยบุ๋มที่เกิดขึ้นจะเห็นได้เมื่อยิ้ม แต่ถ้าไม่ยิ้มก็จะไม่เห็นรอยบุ๋มบนแก้ม ลักยิ้มแก้มเป็นลักษณะเฉพาะที่สืบทอดทางพันธุกรรม ส่วนใหญ่แล้วลักยิ้มจะมีทั้งสองข้าง แต่ในบางคนก็มีแค่ข้างเดียว

ศัลยกรรมเสริมลักยิ้มคืออะไร?
ศัลยกรรม เสริมลักยิ้ม เป็นการผ่าตัดสร้างลักยิ้มสำหรับผู้ที่ต้องการจะมีลักยิ้มที่เป็นธรรมชาติ การผ่าตัดเป็นเพียงการผ่าตัดเล็กธรรมดา สามารถสร้างลักยิ้มได้อย่างง่ายดายและมีความปลอดภัยสูง หลังผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้ทันที

วิธีการทำศัลยกรรมเสริมลักยิ้มเป็นอย่างไร?
การ ทำผ่าตัดเสริมลักยิ้มนั้น เมื่อกำหนดตำแหน่งลักยิ้มเป็นที่เรียบร้อยแล้วศัลยแพทย์จะทำสัญลักษณ์เล็กๆ ที่กระพุ้งแก้ม แล้วจึงทำการฉีดยาชาในบริเวณที่ต้องการทำลักยิ้ม หลังจากนั้นจึงทำการผ่าตัดจากภายในช่องปาก โดยตัดกล้ามเนื้อออกบางส่วนจากตำแหน่งของเยื่อบุช่องปากจนถึงบริเวณใต้ผิว หนังของตำแหน่งที่จะทำลักยิ้ม เพื่อให้เกิดช่องว่างในการเย็บบริเวณผิวหนังในตำแหน่งที่จะให้เป็นลักยิ้มมา ติดกับกล้ามเนื้อด้านล่าง เพื่อให้กล้ามเนื้อที่จะใช้ในการยิ้มมีการเกาะติดกับผิวหนังอันจะทำให้เมื่อ มีการยิ้มกล้ามเนื้อก็จะดึงรั้งผิวหนังให้บุ๋มลงไป จึงเกิดเป็นลักยิ้มขึ้น ซึ่งสามารถจะทดสอบได้ทันทีขณะที่ทำการผ่าตัดอยู่ และหากไม่ได้ลักยิ้มแบบที่ต้องการก็สามารถเปลี่ยนแก้ไขได้ทันที เมื่อได้ลักยิ้มตามความต้องการแล้ว ศัลยแพทย์จะทำการเย็บแผลในช่องปากด้วยไหมละลาย

แผลจะอยู่ที่ไหน?
แผลจะซ่อนในปาก และมีแผลน้อยมากที่ผิวหน้า

ใช้เวลานานแค่ไหนในการผ่าตัดสร้างลักยิ้ม?
การผ่าตัดสร้างลักยิ้มใช้เวลาประมาณ 30 นาที

หลังผ่าตัดต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
หลังผ่าตัดแพทย์จะปิดแผลบริเวณที่ผ่าตัดด้วยผ้าปิดแผล สามารถเอาผ้าปิดแผลออกได้ 3 วันหลังการผ่าตัด

ต้องพักฟื้นนานแค่ไหนถึงจะกลับไปทำงานได้?
สามารถกลับไปทำงานได้หลังผ่าตัดประมาณ 2-4 วัน อาการบวมเล็กน้อยจะยังคงมีอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์

นานแค่ไหนจึงจะเห็นผล?
การ ทำศัลยกรรมลักยิ้มนั้นหลังทำ ในช่วง 1-2 เดือนแรกรอยบุ๋มนั้นจะปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลาทั้งช่วงที่ยิ้มและไม่ยิ้ม หลังจากนั้นรอยบุ๋มจะมีการคลายตัวและเห็นเฉพาะเวลาที่ยิ้ม จนเหมือนลักยิ้มปกติ

ในบางครั้งบางครานั้นใบหน้าที่สวยงดงามแลดูน่าประทับตาประทับใจก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากองค์ประกอบของใบหน้าที่มีนัยตาสวย จมูกโด่งเรียวริมฝีปากงดงามเสมอไป แต่ความสมดุลของใบหน้าอาจเกิดขึ้นจากองค์ประกอบในแต่ละส่วนที่เข้ากันได้ดี และมีความสดชื่นแจ่มใส ประดับด้วยรอยยิ้มที่เบิกบานก็ย่อมที่จะส่งเสริมให้ใบหน้าแลดูมีเสน่ห์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และหากเป็นรอยยิ้มที่มีรอยบุ๋มเ ล็ก ๆ ที่บริเวณแก้มเพียงข้างเดียวหรือสองข้างก็ตาม ก็ยิ่งจะเพิ่มความสดใสมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าลักยิ้มก็ มีส่วนที่จะทำให้ใบหน้าแปรเปลี่ยนไปในทางที่ดีได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นองค์ประกอบที่เล็กน้อยมากสำหรับใบหน้า

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นใจเสมอไปที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างสมดุลสวยงามตามต้องการ และหากผู้ที่ต้องการจะมีลักยิ้มด้วยเหตุผลใดก็ตามคงจะไม่สามารถแสวงหาวิธีเสริมแต่งให้ดูเป็นลักยิ้มตามธรรมชาติได้ เนื่องจากลักยิ้มตามธรรมชาตินั้นในขณะที่ไม่ยิ้มแย้มอาจมองเห็นผิวหนังบริเวณแก้มราบเรียบเหมือนกับคนไม่มีลักยิ้ม หรืออย่างมากก็มองเห็นมีรอยบุ๋มเพียงเล็กน้อย แต่ในขณะที่ยิ้มนั้นจะเห็นรอยบุ๋มเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

ดัง นั้นการทำศัลยกรรมตกแต่งลักยิ้มจึงเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาของผู้ที่ ต้องการจะมีลักยิ้มและยังต้องการลักยิ้มและยังต้องการลักยิ้มที่เป็น ธรรมชาติด้วยเช่นกัน

การทำศัลยกรรมตกแต่งลักยิ้มนั้น จะต้องอาศัยพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าอย่างดีว่า กล้ามเนื้อบริเวณใดทำหน้าที่ในขณะที่ยิ้ม เพราะจะต้องอาศัยกล้ามเนื้อในส่วนนั้น ๆ ฉุดรั้งให้ผิวหนังบริเวณแก้มบุ๋มลงไปตามการทำงานของกล้ามเนื้อแต่ละมัด เพราะถ้าหากทำให้ผิวหนังยึดติดกับกล้ามเนื้อผิดตำแหน่งไปอาจไม่ได้ลักยิ้มตามที่ต้องการก็ได้

ศัลยแพทย์ตกแต่งจะพิจารณาถึงตำแหน่งที่จะทำลักยิ้มร่วมกับผู้ที่มารับการผ่าตัด โดยจะต้องอธิบายให้ผู้ที่มารับการผ่าตัดเข้าใจถึงผลดี ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันก็ต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่จะมาทำการผ่าตัดถึงความต้องการในด้านขนาดความใหญ่ เล็กของลักยิ้ม และจำนวนลักยิ้มที่ต้องการด้วย เมื่อทำความเข้าใจถูกต้องตรงกันแล้วผลที่ได้รับมักจะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ที่มารับการผ่าตัด เนื่องจากการทำศัลยกรรมตกแต่งลักยิ้มนั้น เป็นการทำผ่าตัดที่มีโอกาสในการเกิดผลเสียค่อนข้างต่ำมาก

บทความดีๆจาก Pai.co.th

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 22:11
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

การเสริมหน้าอกและยกกระชับ

ปัญหาเรื่อง หน้าอกคล้อยเป็นปัญหาที่เกิดจากผิวหนังของหน้าอกมากเกินขนาดของเนื้อนมที่มี อยู่ กล่าวคือ เนื้อนมมีขนาดลดลงไปมากเมื่อเทียบกับผิวหนังของเต้านมที่มีมากเกินไป ทำให้เต้านมคล้อยลงมีรูปร่างไม่สวยงาม โดยจะมีรูปร่างยาวขึ้นและแบนลง ลักษณะคล้อยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อระดับของหัวนมต่ำลงจนถึงระดับใต้ราวนม หรือบางครั้งตกลงต่ำกว่าใต้ราวนม บางครั้งหน้าอกคล้อยอาจเกิดจากการที่ขอบราวนมอยู่สูงเกินไปทำให้เต้านมอยู่ ต่ำเมื่อเทียบกับขนาดราวนมที่สูง

การ ผ่าตัดเพื่อแก้ไขเต้านมคล้อยในกรณีที่เป็นน้อย อาจทำโดยการเสริมหน้าอกได้บ้างแต่จะได้พอดีเฉพาะกรณีที่หน้าอกคล้อยเล็กน้อย กรณีที่หน้าอกคล้อยมากต้องทำการผ่าตัดยกกระชับเต้านมโดยการเลื่อนระดับหัวนม ขึ้นพร้อมทั้งตัดแต่งผิวหนังบริเวณหน้าอกให้ตั้งขึ้น พร้อมที่ปรับตำแหน่งของขอบราวนมและขอบด้านข้างของเต้านม

การ ผ่าตัดเสริมหน้าอกร่วมกับการยกกระชับหน้าอกถ้าทำร่วมกับการเสริมหน้าอกก็จะ ช่วยทำให้รูปร่างของหน้าอกดูดีขึ้นมาก เทคนิคการเสริมหน้าอกในคนที่ต้องการยกกระชับด้วยมักทำโดยการเสริมใต้กล้าม เนื้อเนื่องจากคนส่วนใหญ่ที่มีหน้าอกคล้อยมักมีเนื้อเต้านมน้อยและผิวหนัง บางการเสริมใช้ระดับใต้กล้ามเนื้อจะช่วยป้องกันการคลำได้ขอบถุงหรือรอยพับ ของถุง นอกจากจับแล้วยังช่วยลดปัญหาของการอ่านผลของแมมโมแกรมด้วย

การ ยกกระชับเต้านมร่วมกับการเสริมเป็นการผ่าตัดที่ยุ่งยากมากกว่าการผ่าตัด เสริมหน้าอกหรือยกกระชับอย่างเดียว ดังนั้นก่อนการผ่าตัดจะต้องปรึกษาแพทย์ถึงรายละเอียดและขนาดที่ต้องการอย่าง ชัดเจน เฉพาะการกะประมาณขนาดของถุงที่ใส่จะค่อนข้างยาก ถุงที่ได้ไม่ควรเลือกขนาดที่ใหญ่เกินไปเพราะจะทำให้แผลบริเวณเต้านมตึงมาก เกินไปอาจทำให้แผลแยกได้ ขนาดที่ใส่ควรพอดีกับรูปร่างและอาจต้องขึ้นกับผิวหนังที่ต้องการตัดออกจาก การผ่าตัดยกกระชับหน้าอกรวมถึงเทคนิคที่ใช้ในการผ่าตัดด้วยการผ่าตัด 2 ชนิดร่วมกันจะใช้เวลานานขึ้นและใช้เวลาในการดูแลหลังผ่าตัดนานขึ้นรวมทั้ง เวลาที่เต้านมจะเข้าที่ก็ใช้เวลานานกว่าการเสริมเต้านมปกติ

การ ยกกระชับร่วมกับการเสริมหน้าอก มีเทคนิคการทำได้หลายแบบขึ้นกับการคล้อยของหน้าอก โดยทั่วไปรวมกับการยกกระชับหน้าอกจะไม่ทำให้ความรู้สึกของหัวนมเปลี่ยนไปและ แผลเป็นบริเวณหน้าอกในระยะแรกจะมองเห็นได้ชัดเจนหลังจากผ่านไป 3-4 เดือนก็จะจางลงและดูดีขึ้น การยกกระชับร่วมกับการเสริมหน้าอกอาจทำได้ดังนี้

  1. เทคนิคที่ 1 เทคนิครูปเสี้ยวพระจันทร์ ( Crescent Mastopexy )
    การ ยกกระชับปานนมและหัวนมในการที่มีเต้านมคล้อยน้อยๆโดยการขยับขอบปานนมขึ้น เล็กน้อยทำโดยการตัดขอบของปานนมเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์แล้วยกตำแหน่งของหัว นมและปานนมขึ้น วิธีนี้สามารถขยับปานนมขึ้นได้ 2-3 ช.ม. และระดับหัวนมขยับขึ้น ได้ 1-2 ซ.ม.
  2. เทคนิคที่2 เทคนิคโดนัท ( Benelli Mastopaxy )
    ใช้ กับเต้านมคล้อยน้อยๆถึงกลางๆโดยการตัดผิวหนังรอบปานนมเป็นรูปโดนัท แล้วเย็บเข้าหาหัวนมหลังการเย็บรอบๆ ปานนมจะมีผิวหนังเป็นจีบ ประมาณ 2-3 เดือน วิธีนี้ไม่สามารถใช้กับการยกกระชับหน้าอกที่คล้อยมากๆ หรือผิวหนังที่หย่อนมากเพราะรอบจีบจะมีมากเกินไป ข้อดีของวิธีนี้คือแผลเป็นจะอยู่ที่รอบปานนมไม่มีแผลที่เต้านมการยกกระชับโดนัทอาจทำร่วมกับการผ่าตัดทางหัวนมหรือทางรักแร้ได้ การผ่าทางรักแร้มีข้อดีคือ สามารถจัดตำแหน่งของหัวนมที่จะยกขึ้นได้ดีและไม่ต้องเปิดแผลผ่านเนื้อเต้านม ทำให้ลดโอกาสการปนเปื้อนของแบคทีเรียจากท่อน้ำนม ข้อเสียของการเสริมทางรักแร้จึงมีแผลเพิ่มขึ้นอีกตำแหน่ง
  3. เทคนิคที่3 เทคนิคที่มีแผลแนวตั้ง
    ในกรณีที่เต้านม คล้อย มากโดยที่ระดับของหัวนมต่ำกว่าระดับของราวนมการผ่าตัดยกกระชับจำเป็นต้อง เลื่อนหัวนมขึ้นไปสูงมากและต้องตัดผิวหนังอกมาก การยกกระชับแบบโดนัท อาจ ทำไม่ได้จึงต้องใช้การยกกระชับแบบที่มีแผลเป็นในแนวตั้งเพื่อให้เต้านมมีรูป ร่างสวยงามข้อดีของการยกกระชับของเทคนิคนี้ คือผิวหนังของหน้าอกด้านนอกและด้านในจะถูกขยับเข้ามาตรงกลางทำให้หน้าอกมี รูปร่างเหมือนรูปกรวย ทำให้ส่วนบนของเต้านมและหัวนมไม่มีลักษณะที่แบนและดูสวยงาม
  4. เทคนิคที่4 การยกกระชับแบบรูปตัว ที
    เป็น การยกกระชับเดิมรูปแบบเป็นเทคนิคที่ใช้กับเต้านมที่คล้อยมากชัดเจนโดยที่หัว นมอยู่ต่ำกว่าระดับใต้ราวนมดังนั้นจึงต้องเลื่อนหัวนมซึ่งเป็นระยะทางไกล การใช้แผลแนวตั้งอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องมีแผลในแนวนอนด้วย เพื่อให้รูปร่างของหน้าอกสวยงาม การผ่าตัดโดยเทคนิคนี้เหมือนกับการผ่าตัดลดขนาดเต้านม แต่จะไม่มีการตัดเนื้อเต้านมออก แพทย์จะทำการตกแต่งผิวหนังเท่านั้นโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับ เนื้อเต้านมการผ่าตัดโดยเทคนิคนี้สามารถขยับหัวนมและตกแต่งผิวหนังได้มาก ช่วยให้รูปร่างของเต้านมเปลี่ยนแปลงไปมาก

บทความดีๆจาก thebreaststory.com

การเสริมหน้าอก

เมื่อวันก่อนหมอได้อ่านหนังลือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งลงข่าวผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ชายที่มีต่อรูปร่างของผู้หญิงว่า ส่วนใดของร่างกายสตรีที่คุณผู้ชายชอบมองเป็นอันดับแรก ผลออกมาพบว่าหน้าอกผู้หญิงเป็นอวัยวะส่วนแรกสุดที่ผู้ชายปัจจุบันนี้นิยมมอง (อย่าหาว่าผู้ชายทะลึ่งเลยครับ แต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ)

ทั้ง นี้เนื่องจากหน้าอกที่ดูดี ขนาดพอเหมาะ (ไม่ใช่ใหญ่โตมโหฬารเกินไป) เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามได้มากทีเดียวครับ ผู้หญิงที่มีหน้าอกเล็กจึงมักจะมีปัญหาเมื่อต้องออกสังคม ทำให้ขาดความมั่นใจพอสมควร รวมทั้งความรู้สึกเป็นหญิงก็ดูจะลดน้อยลงไปบ้างไม่มากก็น้อย

ยิ่ง สมัยนี้การแต่งกายของสาว ๆ ดูออกจะหวือหวามากขึ้นกว่าในสมัยก่อน มีทั้งสายเดี่ยว ไร้สาย รวมทั้งเกาะอก สารพัด หากสาวใดต้องการจะแต่งตัวตามแฟชั่นแต่ไม่มีสัดส่วนที่เหมาะสมแล้ว เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีโอกาลแต่งแบบที่ต้องการได้เลย คงได้แต่มองดูชาวบ้านด้วยความน้อยใจว่าทำไมหนอพระเจ้าจึงไม่ยุติธรรมให้หน้า อกเรามาน้อยเกินกว่าความต้องการเสียจริง ๆ

ต่อไปนี้คุณไม่ต้องน้อยใจ แล้วครับ เพราะในปัจจุบันนี้หมอศัลยกรรมตกแต่งสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยอาศัยการผ่าตัดเสริมหน้าอกเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มเติมส่วนที่ขาดหายไปให้ได้ขนาดและรูปร่างตามที่คุณต้องการได้

แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเสริมหน้าอก หมอจะแนะนำให้คุณเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ของการผ่าตัดเสริมหน้าอกซะก่อนนะครับ

การผ่าตัดเสริมหน้าอก นั้น มีวิวัฒนาการมานานนับสิบ ๆ ปีแล้วครับ ในอดีตเคยมีการใช้สารแปลกปลอมชนิดต่าง ๆ ฉีดเข้าไปในหนาอกเพื่อเพิ่มขนาด เริ่มตั้งแต่การใช้น้ำมันพาราฟิน ซิลิโคนเหลวเป็น ต้น ซึ่งผลการฉีดในระยะแรก ๆ ก็ดูเป็นที่น่าพอใจสำหรับคนมีหน้าอกน้อย แต่พบว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะเกิดผลข้างเคียงสารพัดอย่าง ทั้งการอักเสบ ทั้งการไหลของสารซิลิโคนเหลว หรือน้ำมันพาราฟิน ไปสู่บริเวณอื่น ๆ จนเกิดการผิดรูป บิดเบี้ยว หรือเป็นก้อนแข็งที่เต้านม บางครั้งเกิดการเน่าเฟะตามมา และต้องทำการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ดังนั้นสารดังกล่าวจึงถือเป็นสารต้องห้าม สำหรับการฉีดเพื่อเสริมหน้าอกในปัจจุบันไปแล้ว (แต่ความจริงในประเทศไทยเราก็ยังมีการแอบใช้น้ำมันเหล่านี้ฉีดใหกับสาวที่ไม่รู้เรื่อง และหลงไปเป็นเหยื่ออยู่ประปราย)

ปัจจุบัน นี้วิธีการเพิ่มขนาดหน้าอกที่เป็นที่ยอมรับกัน และมีผลข้างเคียงน้อยก็คือ การเสริมหน้าอกด้วยถุงนมเทียม หรือที่เรียกว่า เสริมหน้าอกด้วยถุงซิลิโคน ด้วยวิธีการผ่าตัดนั่นเอง

วิธีการผ่าตัดชนิดนี้ มีมาหลายสิบปีแล้ว พร้อมด้วยวิวัฒนาการที่ก้าวหน้าเกี่ยวกับถุงนมเทียม และเทคนิคการผ่าตัดมาเป็นลำดับ หากสาวใดที่มีปัญหาหน้าอกเล็ก หรือหนาอกคล้อยหย่อน โดยเฉพาะหลังจากการมีบุตรหลายคน หน้าอกที่เคยเต่งดึงกลับเหี่ยวเล็กลงอย่างน่าใจหายแล้วละก็วิธีนี้น่าจะเป็น ทางออกอีกทางหนึ่งเพื่อแก้ไขสภาพดังกล่าวให้ทรวดทรงกลับมาดูดีขึ้นได้

เมื่อ คุณตัดสินใจที่จะเสริมหน้าอก สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ ไปโรงพยาบาลที่มีศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษา คุณผู้หญิงจะต้องไปพูดคุยและรับการตรวจกับศัลยแพทย์ตกแต่งเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อจะได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการผ่าตัด การเลือกชนิดของถุงนมเทียม ลักษณะของแผลผ่าตัด และวิธีการดูแลอย่างละเอียด รวมทั้งตรวจดูเต้านมเดิมว่า มีก้อน หรือลักษณะที่ผิดปกติหรือไม่

ทั้ง นี้เพราะหากมีโรคของเต้านมที่ เจ้าตัวยังตรวจไม่พบ แพทย์จะได้ทำการรักษาเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาไปตรวจเจอก้อนหลังจากการเสริมหน้าอกไปแล้ว หลังจากนั้นก็ ต้องตรวจร่างกายเพื่อดูความพร้อมของร่างกายต่อการผ่าตัดว่าแข็งแรงพอไหม มีโรคประจำตัวอะไรบ้างที่เกี่ยวกับการดมยาสลบเพื่อผ่าตัด และนอกจากนั้นหมอก็มักจะวัดขนาดของหน้าอกเดิมเพื่อประเมินขนาดของถุงนมเทียม ที่เหมาะสมกับหน้าอกของคุณ (ใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปก็ไม่สวยทั้งสองอย่าง ต้องได้ขนาดกำลังดีจริงไหมครับ)

เมื่อกี้หมอ พูดถึงการเลือกถุงนมเทียม หรือถุงซิลิโคน ใช่แล้วครับ คุณต้องเลือก เพราะในปัจจุบันนี้ในท้องตลาดมีถุงซิลิโคนด้วยกัน 2 ชนิด คือ ชนิดที่บรรจุด้วยน้ำเกลือ และ ชนิดที่บรรจุด้วยซิลิโคนเจล
ทั้ง สองชนิดนี้เปลือกนอกเป็นซิลิโคนแผ่น นำมาเป่าขึ้นรูปเป็นทรงกลม ผิวนอก อาจจะเป็นผิวเรียบสนิท หรืออาจจะเป็นผิวขรุขระเหมือนผิวทรายก็ได้

ชนิดที่บรรจุด้วยน้ำเกลือนั้น เมื่อ แกะจากกล่องออกมาจะเป็นถุงเปล่า ๆ ไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลย แต่มีจู๊บสำหรับการสูบฉีดน้ำเกลือเข้าไป จึงเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะต้องฉีดน้ำเกลือบริสุทธิ์เข้าไปในถุง ให้เต้าตามขนาดที่คุณได้เลือกไว้ ทั้งนี้แพทย์จะพยายามให้มีฟองอากาศน้อยที่สุด

อีกชนิดหนึ่งที่เป็นซิลิโคนเจล ตัวถุงและสารที่บรรจุอยู่ข้างในเป็นซิลิโคนเป่าจะบรรจุเสร็จจากโรงงาน และผ่านการฆ่าเชื้อเรียบร้อย เปิดห่อแล้วใส่ได้เลย ขนาดที่ต้องการก็แล้วแต่เราจะเลือกใช้ ซึ่งทางผู้ผลิตก็มักจะผลิตขนาดหลากหลายตั้งแต่เล็กไม่กี่ซีซีจนถึงขนาดมหึมา เป็นหลาย ๆ ร้อยซีซีเลย

ข้อแตกต่างของถุงสองชนิดนี้ก็มีเหมือนกัน คือ ถุงน้ำเกลือนั้น จะมีความนุ่มเหลวกว่าถุงซิลิโคนอยู่บ้างพอสมควร

บาง คนอาจจะเคยได้ยินมาว่า เสริมหน้าอกแล้วจะก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม หมอขอบอกตรงนี้เลยว่า ปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การเสริมหน้าอกไม่มีความเกี่ยวของกันแต่อย่างใด (โดยองค์การอาหารและยาของอเมริกาก็ได้รายงานว่าไม่มีความเกี่ยวของกัน)

เมื่อคุณได้เลือกถุงซิลิโคนตามแบบและขนาดได้ตามต้องการ และคุณเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการผ่าตัด

  • โดย มากแพทย์มักจะทำการผ่าตัดเสริมเตานมโดยให้คนไข้ดมยาสลบ เพื่อสะดวกในการผ่าตัด แต่ก็มีเหมือนกันที่ใช้วิธีฉีดยาชาเฉพาะที่ร่วมกับการให้ยาเคลิ้มหลับ แต่ความนิยมน่าจะทำโดยการดมยามากกว่า
  • หลังจากนั้นแพทย์จะ ผ่าตัดเปิดแผลที่รักแร้ ปานนม หรือใต้ราวนม แล้วแต่ว่าจะตกลงกับคนไข้ว่าอย่างไร โดยทั่วไปปัจจุบันนี้ความนิยมผ่าตัดเข้าทางรักแร้จะมากที่สด เนื่องจากสามารถหลีกเลี่ยงแผลบนเนินอกได้ดีกว่า
  • หลังจาก นั้นแพทย์จะแหวกเนื้อเต้านม และกล้ามเนื้อแผงหน้าอกให้แยกออกจากกันเป็นช่องกว้างขนาดพอเหมาะที่จะใส่ถุง นมเทียมที่เลือกเอาไว้ได้
  • เมื่อห้ามเลือดเรียบร้อยแล้ว แพทย์จึงจะค่อย ๆ ใส่ถุงนมเทียมเข้าไปทีละเล็กทีละน้อยจนเข้าไปในช่องจนหมด
  • เมื่อจัดรูปทรงเขาที่แล้วจึงเย็บแผลปิดด้วยไหมเล็ก ๆ จะเอาแบบละลาย หรือไม่ละลายก็ได้ เป็นอันเสร็จพิธี

    สำหรับ บางคนที่มีเนื้อหน้าอกค่อนข้างบาง หมออาจจะเสริมหน้าอกโดยการวางไว้ใต้กล้ามเนื้อแผงอก เพื่อจะได้มีเนื้อคลุมถุงนมเทียมเพิ่มอีกชั้นหนึ่งเป็นสองชั้นก็ได้

    เมื่อการผ่าตัดเป็นที่เรียบร้อย ต่อไปก็เป็นขั้นตอนของการดูแลหลังการผ่าตัด
    คุณ จะต้องนอนพักในโรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน เพื่อแพทย์จะได้ดูแลเรื่องอาการปวดบวม รวมทั้งอาการทั่วไป เมื่ออาการทั้งหลายคงที่แล้ว คุณไม่มีปัญหาอะไร ก็กลับบ้านได้ และแพทย์จะนัดมาตรวจหน้าอกและตัดไหมในอีกประมาณ 1 สัปดาห์

    แต่การดูแล ข้อสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งที่คนไข้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ การนวดหน้าอก ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายจะสร้างพังผืดมาล้อมตัวถุงนมเทียมไว้เสมอ หากถูกล้อมไว้จนแคบเกินไป หน้าอกอาจจะเกิดอาการตึงแข็งได้ หรือบางครั้งมีการบิดเบี้ยวของเต้านม

    ดังนั้นแพทย์จึงมักจะกำชับ (แกมบังคับให้คุณหมั่นนวดคลึงหน้าอกเพื่อให้ถุงนมนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ ตลอดเวลา เป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวและทำให้เต้านมสวยงามยิ่งขึ้น โดยการนวดนั้นควรทำต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปีเป็นดีที่สุด

    หลัง การผ่าตัดไปแล้วในระยะยาว ผู้ที่ได้รับการเสริมเต้านมควรจะหมั่นตรวจดูเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ เพื่อดูลักษณะของเต้านม เช่นเดียวกับสาวทั่ว ๆไป ทั้งนี้เพื่อจะได้ตรวจดูโรคของเต้านมที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ อีกทั้งดูลักษณะของถุงนมด้วยว่ายังเป็นปกติดีหรือไม่

    หากมีขัอ สงสัยเกี่ยวกับถุงซิลิโคนที่เสริมไว้ก็ควรกลับไปให้แพทย์ตรวจดูเป็นระยะๆ (ประมาณทุก 3 – 6 เดือน) เพราะหากมีปัญหาหรือข้อสงสัยการรั่วหรือฉีกขาด แพทย์ก็สามารถส่องตรวจดูสภาพถุงนมเทียมได้แต่ต้องใช้เครื่องมือตรวจพิเศษ เช่น การใช้อัลตราซาวน์ หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก เป็นต้น

    การดูแลหลังการผ่าตัดที่ดี จะทำให้การปวดบวมหายเร็วขึ้น ถุงนมเทียมอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คุณก็จะได้หน้าอกที่สวยและมีขนาดตามต้องการ

    มีหลายคนที่มาปรึกษาหมอแล้วถามว่า คุณหมอขาเสริมหน้าอกแล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรมั้ยคะ
    หมอ ตอบได้เลยว่า มีครับ ก็เป็นผลข้างเคียงเหมือนการผ่าตัดทั่วไป เช่น เรื่องแผลอักเสบ อาการเจ็บปวดบวมช้ำที่บริเวณหน้าอกในระยะแรก แต่ก็มักจะหายได้ในเวลาไม่นานนัก

    แล้วที่นอกเหนือจากการผ่าตัดทั่ว ไป สำหรับการเสริมหน้าอกนั้นยังมีผลข้างเคียงที่สำคัญที่ คนไข้ทุกคนควรตระหนักเอาไว้ก่อนการตัดสินใจผ่าตัดได้แก่
    1. การตึงแข็งและพังผืดล้อมถุงนมเทียม เป็น ผลข้างเคียงที่ เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก ทั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่ช่วยสนับสนุนการเกิด ของพังผืดนี้ ได้แก่ เทคนิคการผ่าตัดของแพทย์ อาจจะเกิดเลือดออก หรือเลือดคั่งที่โพรงเต้านมเทียม การเกิดการอักเสบรอบถุงนม การเลือกขนาดของถุงนมที่ไม่เหมาะสม โดยมากมักจะพบในพวกที่ชอบเสริมหน้าอกให้มีขนาดใหญ่ ๆ มากกว่า การใช้ถุงนมชนิดผิวเรียบสนิท และการดูแลของคนไข้ที่ไม่ดีพอ โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ของการผ่าตัด ซึ่งอย่างที่หมอได้บอกไว้แล้วว่า การนวดที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญมากทีเดียว ที่จะป้องกันผลข้างเคียงประการนี้ได้ ดังนั้นคุณจึงอย่าลืมการนวดเป็นอันขาด

    2. ระดับของเต้านมไม่เท่ากัน โดยมากมักเกิดจากการวางถุงนมที่ไม่ดีเพียงพอ หรือการที่ถุงนมเคลื่อนตัวไปอยู่ในระดับที่สูงหรือต่ำกว่าปกติ ซึ่งหากแตกต่างกันมากก็มีความจำเป็นต้องผ่าตัดใหม่ เพื่อเข้าไปจัดตำแหน่งของถุงนมใหม่

    3. อาการชาที่ปานนม หัวนม โดยมากมักจะเกิดขึ้นในช่วงระยะแรก ๆ เนื่องจากการเลาะแหวกช่องสำหรับวางถุงนมนั้นอาจจะมีการดึงรั้งเส้นประสาทที่ เลี้ยงหัวนมและปานนมได้แต่มักจะไม่เกิดขึ้นถาวร และจะหายชาได้เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 เดือน

    4. แผลเป็นที่ผ่าตัดมีการปูดนูน แผลที่รักแร้ ปานนม หรือใต้ราวนม อาจจะมีคุณภาพของแผลเป็นที่ไม่สวยงามได้ ทั้งนี้อาจเนื่องจากการอักเสบของแผล ความตึงของผิวหนัง รวมทั้งลักษณะของผิวของคนไข้เอง หากแผลเป็นที่ไม่สวยงามเมื่อหายสนิทแล้ว สามารถจะแก้ไขได้โดยการตัดเย็บใหม่หรืออาจใช้ยาละลายแผลที่ปูดนูนได้ครับ

    ขอ ส่งท้ายไว้สักนิดนะครับว่า การเสริมหน้าอก เป็นการผ่าตัดที่เป็นที่นิยมมากอย่างหนึ่งในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากความรู้และเทคนิคการผ่าตัดรวม ทั้งวัสดุที่ใช้เสริมก็ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแก้ไขปมด้อยของสาวๆ ที่มีหน้าอกเล็ก หรือแฟบหลังจากมีบุตรแล้วได้รับการแก้ไขให้กลับไปมีหน้าอกที่ดูดีขึ้นได้ อย่างไม่ยาก

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะทำการผ่าตัดใด ๆ ควรศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการเสริมหน้าอกทั้งก่อน และหลังการผ่าตัดให้ถ่องแท้เสียก่อน รวมทั้งควรรับการผ่าตัดจากแพทย์ที่ มีความรู้ความชำนาญ เพื่อจะได้ผลการผ่าตัดที่สมบูรณ์และเต้านมที่สวยงามตามที่ต้องการและมีผล ข้างเคียงน้อยที่สุดครับ

บทความดีๆมีที่มาจาก okanation.net

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 22:06
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

ตกแต่งริมฝีปาก (Lip surgery)

ตกแต่งริมฝีปากเป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขริมฝีปากที่หนาผิดปกติให้บางลง นิยมทำในผู้ที่มีริมฝีปากหนามาก หรือยื่นมากผิดปกติ โดยทั่วไป การทำริมฝีปากหนาให้บางลงนั้นสามารถทำได้ โดยการผ่าตัด ซึ่งจะใช้ยาชาเฉพาะที่แล้วใช้ Laser ตัดส่วนเกินออก หลังจากนั้นแพทย์จะเย็บโดยใช้ไหมละลาย แพทย์จะพยายามซ่อนแผลเป็นให้อยู่ในเนื้อเยื่ออ่อนด้านในของริมฝีปาก ทำให้มองไม่เห็นแผลเป็นเวลายิ้ม เมื่อทำเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย หลังผ่าตัดแผลจะบวมประมาณ 1 อาทิตย์ และไม่ต้องตัดไหม

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด

-โปรดแจ้งประวัติการแพ้ยา ยาหรืออาหารเสริมที่ใช้ในปัจจุบันก่อนเข้ารับการผ่าตัด
- หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบ โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลและแจ้งแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดด้วย และห้ามงดยาควบคุมความดัน ยาควบคุมเบาหวาน รวมถึงยาเพื่อการรักษาโรคประจำตัวเดิม
-ไม่ต้องอดอาหาร ควรรับประทานอาหารให้ไม่อิ่มเกินไป ควรแปรงฟันให้สะอาดก่อนมา
- งดแอสไพริน (aspirin), ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) และวิตามินอี ประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด
- งดสูบบุหรี่ก่อน-หลังผ่าตัด 2 อาทิตย์
- เตรียมเสื้อเชิ้ตที่มีกระดุมหน้า เพื่อง่ายต่อการสวมใส่
การผ่าตัด และชนิดของยาระงับความรู้สึก
ทำโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ ทำการผ่าตัดโดยตัดเนื้อเยื่อด้านในออกบางส่วน เย็บปิดแผลด้านในของริมฝีปาก โดยใช้ไหมละลาย

การดูแลหลังการผ่าตัด และการพักฟื้น

-บ้วนปากด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาด งดการแปรงฟันประมาณ 3 วันแรกหลังการผ่าตัด
- อย่าใช้ลิ้นดุนหรือใช้มือดึงไหมที่เย็บแผลในปาก และระมัดระวังเวลายิ้มอย่ายิ้มกว้างมากในช่วงแรก
- งดออกกำลังกายที่อาจต้องมีการปะทะ เช่นฟุตบอล บาสเกตบอล แฮนด์บอลประมาณ 4 อาทิตย์
- หลังผ่าตัดควรทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนได้
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรืออาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไป
- สามารถใช้ลิปสติกได้2 อาทิตย์หลังผ่าตัด
- งดการสูบบุหรี่ 3 อาทิตย์หลังการผ่าตัด
- ดื่มน้ำมากๆ โดยใช้หลอด
-หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกฮอร์ใน 2 อาทิตย์แรกหลังการผ่าตัด

ริมฝีปากบาง สามารถแก้ไขได้โดยการฉีดสารชนิดอื่นๆ เช่น คอลลาเจน เตรียมตัวหยุดงานประมาณ 3 วัน

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก laser-surgery-bangkok.com

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 22:02
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

ศัลยกรรมทำปีกจมูก

ข้อบ่งชี้

ในกรณีที่พบว่าปีกจมูกและรูปร่างของรูจมูกเป็นสาเหตุของความไม่งดงามของจมูกนั้น การตกแต่งโดยอาศัยการใช้เครื่องสำอางนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ศัลยกรรมตกแต่งปีกจมูกจึงนับเป็นทางออกทางเดียวในการแก้ไขความบกพร่องดังกล่าว ซึ่งเมื่อกล่าวถึงศัลยกรรมตกแต่ง สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเสมอก็คือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการทำผ่าตัดเป็นเช่นไร และผลเสียที่อาจเกิดขึ้นมีระดับความรุนแรงมากน้อยเพียงใด สามารถแก้ไขได้หรือไม่

เมื่อตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด การพิจารณาเลือกศัลยแพทย์ที่จะทำผ่าตัดให้ จะต้องแน่ใจว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางศัลยกรรมตกแต่งที่มีความรู้ความสามารถโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ศัลยแพทย์ตกแต่งผู้ที่จะทำผ่าตัดตกแต่งปีกจมูก จะพิจารณาดูรายละเอียดในทุกแง่มุมของจมูก ถึงความสมดุลของส่วนต่างๆของจมูกตลอดจนอวัยวะข้างเดียว ซึ่งเป็นองค์ประกอบของใบหน้า เพราะการผ่าตัดเพื่อทำให้รูปจมูกโดยรวมสวยงามขึ้น แต่มีความขัดแย้งกับใบหน้าโดยรวม ย่อมไม่ใช่ส่งที่พึงประสงค์อย่างแน่นอน

การ ผ่าตัดตกแต่งจมูก หรือศัลยกรรมจมูกนำทำเพื่อวัตถุประสงค์แตกต่างกันออกไป ตามความต้องการของคนไข้และความจำเป็น ซึ่งคุณควรปรึกษาศัลยแพทย์ของคุณก่อนเข้ารับการผ่าตัดในที่นี้จะยกตัวอย่าง การตกแต่งจมูกด้วยการผ่าตัดปีกจมูก

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

คนไข้ไม่จำเป็นต้องพักในสถานพยาบาล

การ ทำผ่าตัดตกแต่งบริเวณปีกจมูก สามารถทำการผ่าตัดภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ในบริเวณที่จะทำผ่าตัดโดยตรง โดยจะฉีดหลังจากที่ศัลยแพทย์ตกแต่งได้กะแล้วว่าจะตัดปีกจมูกบริเวณใด ซึ่งในการฉีดยาชานั้นมักจะผสมยาที่ออกฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดหดตัว เพื่อลดปริมาณเลือดออกขณะที่ทำการผ่าตัด

วิธีการผ่าตัด

นการ ทำผ่าตัดตกแต่งปีกจมูก ศัลยแพทย์ตกแต่งจะพิจารณาว่าจะปรับเปลี่ยนลักษณะปีกจมูกอย่างไร ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับพื้นฐานของปีกจมูกของแต่ละบุคคล เช่น ผู้ที่มีฐานของรูจมูกกว้าง ก็จะทำการตัดบริเวณฐานของรูจมูกเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีปีกจมูกกว้าง แต่ฐานหรือรูปร่างของรูจมูกดีอยู่แล้ว ก็จะทำการตัดที่ปีกจมูก สำหรับในกรณีที่มีทั้งปีกจมูกและฐานหรือขนาดรูจมูกกว้างเกินไป ก็จะทำการตัดทั้ง 2 ส่วนออก? แต่ถ้ารูจมูกหรือฐานของจมูกเล็กเกินไป ก็จำเป็นต้องหาเนื้อเยื่อมาเติมเข้าไป เช่นจากปีกจมูกเอง จากใบหู? กรณีนี้มักมีร่องรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดมากกว่ากรณีที่ทำใหรูจมูกเล็กลง

หลัง จากนั้นก็จะทำการเย็บแผลเข้าหากัน โดยกำหนดตำแหน่งการเย็บเข้าหากันไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะทำผ่าตัด เพื่อให้เกิดการม้วนตัวของรูจมูกให้ได้รูปร่างสวยงามตามต้องการ รูจมูกต้องโค้งต่อเนื่องไม่เป็นร่อง และพยายามซ่อนรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัดให้สังเกตเห็นน้อยที่สุด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะซ่อนรอยแผลเป็นให้อยู่ในร่องของปีกจมูก ซึ่งในบางกรณีที่ต้องการตกแต่งปีกจมูก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นอย่างมาก ในการทำการผ่าตัดก็สามารถที่จะทำได ้แต่อาจจะเห็นรอยแผลเป็นที่ค่อนข้างเด่นชัด และมีรูปร่างที่ผิดไปจากรูปจมูกของคนปกติทั่วไป

ซึ่งในการผ่าตัดตกแต่งปีกจมูกนี้ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงเท่านั้น

การ ผ่าตัดปีกจมูกนั้น จะมีบาดแผลจากการผ่าตัดอยู่ที่บริเวณรูจมูก และร่องข้างปีกจมูก การรักษาความสะอาดของบาดแผลเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลหลังผ่าตัด โดยการทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อโรควันละ 2 เวลา อย่าให้เกิดจากติดเชื้อ จนกระทั่งตัดไหมซึ่งมักจะตัดไหมประมาณ 5 – 7 วัน หลังจากการผ่าตัด

การดูแลหลังการผ่าตัด

การผ่าตัดปีก จมูกนั้น จะมีบาดแผลจากการผ่าตัดอยู่ที่บริเวณรูจมูก และร่องข้างปีกจมูก การรักษาความสะอาดของบาดแผลเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลหลังผ่าตัด โดยการทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อโรควันละ 2 เวลา อย่าให้เกิดจากติดเชื้อ จนกระทั่งตัดไหมซึ่งมักจะตัดไหมประมาณ 5 – 7 วัน หลังจากการผ่าตัด

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก cosmesis.tripod.com และ – sp.cosmeticsurgery.net

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 21:58
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

การผ่าตัดถุงไขมันใต้ตา(Lower Blephaloplasty)

เป็นการผ่าตัดเพื่อกำจัดไขมันที่อยู่ใต้เปลือกตาล่างออกโดยทั่วไปแล้วมีการผ่าตัดอยู่สองวิธี คือ

1.การ ผ่าตัดผ่านเยื่อบุตาบริเวณเปลือกตาล่าง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุน้อย ไม่มีผิวหนังเกิน หรือไม่มีรอยเหี่ยวย่นที่เปลือกตาล่าง การผ่าตัดโดยวิธีนี้จะไม่มีบาดแผลให้เห็นจากภายนอก
2.การผ่าตัดบริเวณ เปลือกตาล่างใต้ขนตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหนังส่วนเกินหรือมีรอยย่นใต้ตาร่วมด้วย เนื่องจากการผ่าตัดนี้จะสามารถตัดหนังส่วนเกินออกไปได้พร้อมๆกัน ในกรณีที่มีผิวหนังที่ต้องตัดออกมากอาจจะต้องมีแผลผ่าตัดต่อยาวออกมาทางด้าน หางตาด้วย ส่วนใหญ่แผลผ่าตัดบริเวณใต้ขนตาจะเลือนหายไปในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ส่วนแผลผ่าตัดทางด้านหางตาจะค่อยๆเลือนไปตามเวลา แต่อาจจะยังคงมองเห็นได้บ้าง
หลังการผ่าตัดควรจะทำการประคบด้วยน้ำแข็งประมาณ 48-72 ชั่วโมง และควรนอนหัวสูงเพื่อให้ยุบบวมเร็วขึ้น

ภาวะแทรกซ้อน

1.แผลติดเชื้อ
2.เลือด ออก หลังการผ่าตัดวันแรกอาจจะมีเลือดซึมออกจากบริเวณรอยแผลผ่าตัดได้บ้าง ถ้าออกมากให้ใช้ผ้ากดแผลไว้สักพัก แต่ถ้าเลือดออกมากให้รีบปรึกษาแพทย์
3.หนังตาล่างปลิ้นออก( ectropion)ทำให้มีน้ำตาไหลตลอด เกิดจากเทคนิคการผ่าตัด หรือการหดรั้งของแผลเป็นที่เกิดหลังจากการผ่าตัด
4.ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา พบได้น้อย
ข้อเขียนโดย นพ.นราธิป ทรงทอง ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงาม ประจำรพ.วิภาวดี

ศัลยกรรมหนังตาและถุงใต้ตา

ศัลยกรรมหนังตาคืออะไร
เป็นการตัดแต่งหนังตาส่วนเกินออกพร้อมๆกับการนำถุงไขมันใต้ตาบางส่วนออกไป เพื่อให้ดวงตาดูอ่อนวัยขึ้น หรือในบางรายก็เป็นแค่เพียงการตกแต่งให้เป็นตาสองชั้น โดยมิได้ตัดส่วนของผิวหนังออกแต่อย่างใด

ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
สิ่งสำคํญที่สุดคือ ต้องถามตัวเองก่อนว่าต้องการแก้ไขส่วนไหนของหนังตา เช่น หนังตาอูม,หนังตาตก,ชั้นตาไม่ชัดเจน,ถุงไขมันใต้ตา,รอยย่นรอบดวงตาหรือหางตาตก เป็นต้น เพื่อที่แพทย์จะแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากในแต่ละรายจะมีปัญหาที่แตกต่างกัน การรักษาจึงต้องใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งบางครั้งการผ่าตัดอาจไม่ใช่คำตอบเลยก็ได้

การตัดแต่งหนังตามีกี่วิธี
การผ่าตัดเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก เนื่องจากสามารถตัดหนังส่วนเกินและถุงไขมันออกได้ในเวลาเดียวกัน ยกเว้นในรายที่หนังตาบาง ไม่มีถุงไขมันและต้องการทำหนังตาให้เป็นสองชั้น กรณีนี้อาจใช้วิธีการเย็บอย่างเดียว(Celebrity technique) โดยไม่ต้องผ่าตัดได้

การผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ดีกว่าการผ่าตัดด้วยวิธีมาตรฐานหรือไม่
แสงเลเซอร์เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการห้ามเลือดเท่านั้น ซึ่งไม่มีความแตกต่างจากเครื่องจี้โดยทั่วไป ความสวยงามของแผลผ่าตัดขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์เป็นหลัก (กรณีที่ใช้แสงเลเซอร์ก็ต้องเย็บเหมือนกัน)

NEW ……การทำตาสองชั้นโดยไม่ต้องผ่าตัด (Celebrity technique)

เป็นการทำให้หนังตาชั้นเดียวกลายเป็นตาสองชั้น
หรือทำให้ชั้นตาที่มีอยู่แล้วดูชัดขึ้น อย่างถาวร โดยใช้การเย็บจากภายในหนังตาแทนที่จะกรีดที่หนังตา จึงไม่ปรากฎรอยแผลเป็นให้เห็น อีกทั้งยังมีอาการบวมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น(1-2 วัน)

การแก้ไขถุงไขมันใต้ตาด้วยแสงเลเซอร์ไม่มีแผลจริงหรือ
ไม่จริง เนื่องจากแผลถูกซ่อนอยู่ที่เยื่อบุตาด้านใน แต่การทำเช่นนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่มีหนังส่วนเกิน ซึ่งมักจะพบได้ในกลุ่มอายุน้อยเท่านั้น นอกจากนี้การนำถุงไขมันออกเพียงอย่างเดียวอาจทำให้หนังหย่อนและรอยย่นเพิ่ม ขึ้นได้

การแก้ไขถุงไขมันใต้ตาโดยไม่ต้องผ่าตัดได้หรือไม่
มีแพทย์หลายท่านพยายามฉีดยาเข้าบริเวณไขมันใต้ตาเพื่อหวังผลให้ถุงไขมันลดลง แต่จากรายงานพบว่าผลที่ได้ไม่ยืนยันและต้องทำหลายครั้ง นอกจากนี้ยังพบว่าอาจทำให้ตาบอดได้

ทำไมแพทย์แต่ละท่านจึงมีวิธีการผ่าตัดที่ไม่เหมือนกัน
อันนี้เป็นความสามารถและความชำนาญที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ที่ พี แคร์ คลินิก ตัดแต่งหนังตาโดยไม่ต้องตัดไหมเพื่อหลีกเลี่่ยงแผลเป็น หรือ การซ่อนแผลไว้ชิดขอบขนตาล่าง เป็นต้น

การทำศัลยกรรมหนังตาจะเจ็บมากหรือไม่
สำหรับที่ พี แคร์ แล้วเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เราจึงใช้ทั้งยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยานอนหลับ (ไม่ใช่ยาสลบจึงไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย) เสมือนหนึ่งหลับอยู่ที่บ้าน หลังผ่าตัดก็นอนพักพร้อมกับการประคบด้วยความเย็นซึ่งจะทำให้รู้สึกสบายเป็นอย่างมาก

การดูแลหลังผ่าตัดที่ถูกต้อง
การใช้ความเย็นประคบบริเวณหนังตาทั้งสองด้านในช่วง 3 วันแรกหลังผ่าตัดจะช่วยให้อาการเขียวชำ้เกิดขึ้นไม่มาก(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ผิวของผู้ป่วยด้วยเช่นกัน) และถ้ามีรอยเขียวเหลืองหลังสามวันไปแล้ว การใช้นำ้อุ่นๆประคบตามจะช่วยให้รอยดังกล่าวหายได้เร็วขึ้น ควรพัก
การใช้สายตาหนักๆในช่วง2-3 วันแรก และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง

การทำศัลยกรรมในแต่ละครั้งจะอยู่ได้กี่ปี
โดยทั่วไปจะอยู่ได้เกิน 5 ปี ขึ้นไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและสภาพของผิวหนังด้วย

ทำไมบางรายจึงดูเหมือนเป็นคนตาลึกโบ๋หลังทำศัลยกรรมถุงไขมันใต้ตา
เป็นเพราะได้รับการตัดถุงไขมันออกมากจนเกินไป โดยเฉพาะเวลาที่เราอายุมากขึ้นถุงไขมันจะลดน้อยลงไปอีก ดังนั้นจึงไม่ควรให้แพทย์ตัดเอาถุงไขมันออกจนหมด

ทำไมค่าผ่าตัดรักษาในแต่ละสถานพยาบาลจึงแตกต่างกัน
ราคาคงมิได้เป็นตัวกำหนดถึงคุณภาพแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามถ้าราคาถูกมากๆก็คงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการแก้ไขอีกครั้งในภายหลังมีความยุ่งยากกว่ามากและมักจะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูง ทางที่ดีควรไปพบประพูดคุยกับแพทย์ที่จะทำการผ่าตัด(ไม่ใช่เจ้าหน้าที่) ให้เป็นที่เข้าใจเสียก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง

ทำศัลยกรรมหนังตาที่โรงพยาบาลดีกว่าคลินิกจริงหรือไม่
คงสรุปเช่นนั้นไม่ได้ เนื่องจากคลินิกศัลยกรรมตกแต่งที่ให้บริการเฉพาะทางบางแห่ง ได้ออกแบบทั้งสถานที่และความปลอดภัยได้อย่างมาตรฐานสากลซึ่งอาจจะดีกว่าโรงพยาบาลบางแห่งเสียอีก นอกจากนี้ในกรณีที่มีข้อสงสัยก็สามารถติดต่อแพทย์ได้โดยตรง

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
ชั้นตาไม่เท่ากัน ตาหลับไม่สนิท หนังตาปลิ้น เลือดออกและติดเชื้อเป็นภาวะที่อาจพบได้ อย่างไรก็ตามถ้าอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวมีน้อยมาก

ทำไมบางรายทำศัลยกรรมหนังตาบนแล้วกลับดูแย่กว่าเดิม(ดูแก่กว่าเิดิม)
กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นได้บ่อย เนื่องจากการประเมินสภาพหนังตาก่อนผ่าตัดไม่ดีพอ ผู้ป่วยที่อายุเลยวัยกลางคนไปแล้วมักจะมีปัญหาเรื่องของคิ้วตกร่วมด้วยเสมอ ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องหนังตาเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ในกรณีเช่นนี้ควรแก้ไขส่วนของคิ้วที่ตกไปพร้อมกันด้วย

ข้อเสีย
ถ้าหมอฝีมือไม่ดี วางแผนการผ่าไม่ดีพอ เอาไขมันออกมากเกินไปอาจทำให้ตาโบ๋ได้ เพราะการผ่าไม่ได้เอาไขมันออกทั้งหมด เอาออกแค่บางส่วนอ่ะ หรือถ้าผ่าแบบเย็บหนัง เย็บไม่ดีตาอาจปลิ้น หรือหลับตาไม่สนิทก็ได้

ขอขอบคุณ ข้อมูลดีๆ เด็ดๆ จากเว็บ p-care.com

Tags: ,