หมอดูไทย สังคมออนไลน์ของหมอดูแม่นๆ
กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 21:53
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

การผ่าตัดดึงหน้า(Rhytidectomy, Face Lift Surgery)

ภาวะการแก่ชรา(Aging Process) เริ่มเมื่ออายุ 30 ปี โดยจะมีส่วนประกอบใหญ่ๆ สองส่วนคือ

1.?ความเสื่อมโดยธรรมชาติและแสงแดดทำให้ ผิวหนังบางลง มีริ้วรอยย่นขนาดเล็กๆ หรือจุดเม็ดสีที่ผิดปกติ
2.?ผิว หนังหย่อนยานลงจากแรงโน้มถ่วงของโลก เห็นได้จากคิ้วที่ตกลงมาพร้อมๆกับหนังตาบน หนังตาล่างและแก้มที่หย่อนลงมาทำให้โหนกแก้มดูต่ำลง เกิดร่องข้างแก้มและจมูก หรือแก้มที่ห้อยลงมาจนมองไม่เห็นขอบของกระดูกขากรรไกรล่าง รวมทั้งคอที่เห็นเป็นสันและไขมันใต้คางที่ย้อยลงมาทำให้คางดูสั้นลงหรือเห็น เป็นสองชั้น
การผ่าตัดดึงหน้าและคอจะช่วยในกรณีที่ 2 นี้โดยการดึงให้ส่วนที่ตกลงมากลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นให้ได้มากที่สุด ร่วมกับการตัดผิวหนังส่วนเกินออก ส่วนริ้วรอยขนาดเล็กๆที่เหลืออยู่และจุดเม็ดสีที่ผิดปกติต้องแก้ไขด้วยวิธี อื่น เช่น การใช้สารเคมี (Chemical Peeling) และการใช้เลเซอร์ เป็นต้น

การผ่าตัด

การ ผ่าตัดมักจะกระทำโดยการดมยาสลบหรือการทำให้หลับโดยการฉีดยาร่วมกับการฉฉีดยา ชาเฉพาะที่ การผ่าตัดจะพยายามซ่อนแผลให้มองเห็นได้น้อยที่สุด เช่นการดึงหน้าผากก็จะซ่อนแผลเอาไว้หลังไรผม โดยในสมัยก่อนแผลผ่าตัดจะยาวจากหูซ้ายถึงหูขวา แต่ในปัจจุบันเราสามารถทำการผ่าตัดผ่านกล้องได้ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง มากและในการผ่าตัดยังสามารถที่จะตัดกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดรอยย่นระหว่าง คิ้วได้อีกด้วย สำหรับการผ่าตัดดึงหน้าแผลจะอยู่บริเวณหน้าใบหูและอาจจะอ้อมไปหลังใบหูซึ่ง เมื่อแผลหายดีแล้วก็จะมองไม่ค่อยเห็นเช่นกัน ส่วนการผ่าตัดดึงคอมักจะทำไปพร้อมๆกันกับการดึงหน้าแต่ก็อาจจะทำแยกต่างหาก ได้ โดยจะมีแผลเพิ่มขึ้นบริเวณใต้คางและ/หรือบริเวณไรผมด้านหลัง ในการผ่าตัดดึงคอเราจะเอาไขมันส่วนเกินออกแล้วเย็บกล้ามเนื้อที่แยกออกจน เห็นเป็นสันเข้ามาหากันและตัดหนังส่วนเกินออกทางด้านหลัง

อย่างไรก็ ตามการผ่าตัดก็จะช่วยให้ดีขึ้นในระดับหนึ่งเท่านั้นไม่สามารถทำให้ผิวหนังดู อ่อนเยาว์เหมือนวัยรุ่นได้และเมื่อเวลาผ่านไปอาจจะต้องมารับการผ่าตัดซ้ำอีก เนื่องจากเราไม่สามารถที่จะหยุดยั้งสาเหตุที่กล่าวมาแล้วได้
หลังการผ่า ตัดอาจจะมีสายระบายเลือดและน้ำเหลืองซึ่งจะเอาออกในวันรุ่งขึ้น หลังการผ่าตัดมักจะไม่ค่อยมีอาการเจ็บปวดเนื่องจากเส้นประสาทที่มาเลี้ยงผิว หนังถูกตัดออกไปทำให้มีอาการชาซึ่งจะเป็นอยู่เพียงชั่วคราวและจะกลับมาเป็น ปกติภายใน 1-2 เดือน ในระหว่างนี้จึงควรระมัดระวังในการประคบหรือการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเนื่อง จากอาจเกิดแผลน้ำร้อนลวกได้

ภาวะแทรกซ้อน

1.?การติดเชื้อ
2.?มี เลือดคั่งในแผล ถ้าเกิดขึ้นจะทำให้มีอาการปวดแผลมากซึ่งโดยปกติหลังการผ่าตัดดึงหน้ามักจะ ไม่มีอาการปวดแผลดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นถ้ามีอาการปวดแผลมากขึ้นหลังการผ่าตัดต้องรีบแจ้งให้แพทย์ทราบโดย ทันที
3.?กล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้าไม่ทำงานซึ่งมักจะ เป็นชั่วคราวและมักจะกลับมาเป็นปกติภายในสามเดือน เกิดขึ้นเนื่องจากเส้นประสาทได้รับการกระทบกระเทือนจากการผ่าตัด แต่ก็อาจจะเกิดแบบถาวรได้ถ้าเส้นประสาทถูกตัดขาดซึ่งพบได้ค่อนข้างน้อย
4.?ผิว หนังตายจากการขาดเลือดโดยมากมักจะเกิดบริเวณหลังใบหูเนื่องจากผิวหนังบาง มีความตึงและอยู่ไกลที่สุด รักษาโดยการทำแผล 2-3 สัปดาห์ก็จะหายได้เอง
5.?ผมร่วงบริเวณขมับ อาจเกิดได้ถ้าดึงผิวหนังบริเวณขมับจนตึงเกินไป
6.?แผลเป็น พบได้น้อยมักจะพบบริเวณหลังใบหู สามารถแก้ไขโดยการฉีดยาให้แผลเป็นยุบลง

ข้อเขียนโดย นพ.นราธิป ทรงทอง ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงาม ประจำรพ.วิภาวดี

วิธี ดึงหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด(minimal invasive face lift) หมายถึง การดึงหน้าที่ไม่ต้องทำการผ่าตัดใหญ่โต มีได้ตั้งแต่การ ดึงหน้า โดยใช้กล้องเข้ามาช่วยเพื่อลดขนาดแผล หรือเปิดแผลเล็กๆ เข้าไปเย็บขึงยกเนื้อเยื่อที่หย่อน

ปัจจุบันที่กำลังเริ่มทดลองทำมากขึ้น คือ การใช้ไหมชื่อ aptos มีข้อดีคือ ทำด้วยการใช้ยาชาเฉพาะที่ ทำที่คลินิกได้ ไม่บวมมาก ไม่มีแผลยาวเหมือนการดึงหน้าด้วยวิธีมาตรฐาน เห็นผลได้ทันที แต่ผลระยะยาวยังไม่สามารถสรุป

ขั้นตอนคือ ใช้เข็มที่มีรูกลวงสอดเข้าไปผ่านผิวหนังและชั้นเนื้อเยื่อต่างๆที่หย่อน แล้วตามด้วยการสอดไหมที่มีเงี่ยง เหมือนเป็นฟันเลื่อยทิศทางต่างๆ ผ่านรูปลายเข็ม ระหว่างที่สอดไหม แพทย์จะควบคุมหรือจัดรูปทรงของเนื้อเยื่อตามต้องการ เมื่อสอดไหมผ่านเข็มเสร็จ ก็ดึงเข็มออก ไหมจะค้างอยู่ใต้ผิวหนัง เงี่ยงเล็กของไหมจะเกี่ยวเกาะเนื้อเยื่อ แล้วรัดให้เป็นรูปทรงปูดนูนขึ้นค้างตามทิศทางที่แพทย์ควบคุมไว้
มีปลายสองข้างโผล่ออกมาจากผิวหนัง ทำการตัดไหมส่วนเกินทิ้ง

ส่วนใหญ่ต้องใช้ไหมหลายเส้น เพราะเนื้อเยื่อที่ทำการยก มีแรงถ่วงจากความหย่อน ร่วมกับแรงฝืนจากกล้ามเนื้อแสดงสีหน้า การเกี่ยวเกาะด้วยเงี่ยงเล็กมากๆจึงมีการคลายได้ เวลาทำจึงต้องทำเผื่อ

หลังการทำมีโอกาสเห็นรอยรั้งตามแนวของไหมที่สอด เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ทำการตัดผิวหนังที่หย่อนเกิน และส่วนใหญ่จะมีการคลายตัว จึงต้องทำการดึงรั้งเกินไว้

ผลที่ได้เป็นเพียงการจัดผิวหนังให้ยกนูนในส่วนต่างๆเท่านั้น เช่น แก้มยกสูงขึ้น เป็นต้น ไม่ได้มีผลการแก้ไขความหย่อนของกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านใน หรือผิวหนังที่หย่อนเกิน

บางคลีนิกไม่รับทำ การใช้ไหม Aptos เพราะ

- เป็นวิธีใหม่มากประมาณ 3-5 ปี ,ไม่ได้เป็นวิธีที่เป็นมาตรฐาน และ ยังไม่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป เพราะยังไม่มีศึกษาผลในระยะยาวอย่างชัดเจน เช่น

- ผลการยกจะเห็นผลนานถึงปีหรือไม่ มีความคุ้มกับค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งชุด หลายหมื่นบาท เมื่อเทียบกับผลที่จะได้จากการดึงหน้าตามวิธีมาตรฐานหรือไม่

- หลังการทำ เมื่อเกิดเยื่อพังผืดหดรัดในทิศทางต่างๆมีโอกาสทำให้เกิดการรัดในลักษณะเป็น ก้อนๆหรือไม่ ถ้าเกิดแล้วจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไรกับเยื่อพังผืดดังกล่าวเพื่อไม่ให้ เกิดความเสี่ยงกับเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อแสดงสีหน้า

- กรณีที่ดึงแล้ว อนาคตเมื่อผิวหนังหย่อนมากจนต้องทำการตัดผิวหนังส่วนเกิน
และจำเป็นต้องทำการดึงหน้าด้วยวิธีมาตรฐาน มีโอกาสทำให้การดึงหน้าซับซ้อนและมีความเสี่ยงกับเส้นประสาทเลี้ยงกล้าม เนื้อแสดงสีหน้ามากขึ้น

สรุป เป็นการพัฒนาทาง ศัลยกรรมตกแต่ง ดึงหน้า ที่น่าสนใจ เพราะทำง่ายมาก สะดวกไม่ยุ่งยากกับหมอและคนไข้ แต่ด้วยเหตุผลบางส่วนที่กล่าวไว้ข้างต้น ปัจจุบันยังคงเลือกวิธีดึงหน้าแบบมาตรฐานเป็นทางเลือกแรก ถ้ามีคำตอบที่ชัดเจนจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือได้ และสามารถพัฒนารายละเอียดเทคนิกที่มีความคงทนได้แล้ว จึงจะพิจารณานำมาเลือกใช้ในรายที่ต้องการดึงหน้า โดยที่ไม่มีผิวหนังมากเกินค่ะ

เครดิตจาก http://www.missladyboys.com

เวลาอายุมากขึ้นผิวหนังและส่วนต่างๆ บริเวณใบหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน โดยจะแบ่งคร่าวๆ เป็น 4 ส่วน ของใบหน้า

1. บริเวณหน้าผากและคิ้ว จะมีรอยย่นชัดเจนมากขึ้น และคิ้วทั้งสองข้างจะตกลงมาต่ำกว่าปกติ ทำให้หนังตาบนย้อยลงมาปิดขนตา

2. บริเวณรอบดวงตาและแก้มจะมีหนังตาหย่อนทั้งบนและล่าง หนังตาล่างก็จะมีบวมจากไขมัน และมีรอยย่นตีนกาบริเวณด้านข้างของตา บริเวณแก้มก็จะมีร่องชัดเจนขึ้น

3. บริเวณคางและแก้มส่วนล่าง โดยเฉพาะตรงบริเวณทางด้านข้างจะมีผิวหนังย้อยลงมาเลยขอบกระดูกของขากรรไกร ล่าง และจะมีผิวหนังส่วนเกินบริเวณข้างมุมปากชัดเจนขึ้น และใต้คางจะมีผิวหนังและไขมันย้อย

4. ผิวหนังบริเวณลำคอจะย่นและเป็นสันดูเหมือนย้อยมากขึ้น

การ รักษารอยย่นบริเวณใบหน้ารอบตาและแก้มมีหลายวิธี การใช้ยาลอกผิว (Chemical Peeling) ด้วยยาชนิดต่างๆ มักเป็นกรดอ่อนๆ จะทำให้ผิวหนังดูเรียบขึ้นก็จริง แต่ส่วนผิวหนังส่วนเกินและไขมันใต้ผิวหนังก็ยังมีอยู่ ทำให้คิ้วและแก้มยังย้อยอยู่ ส่วนการใช้เลเซอร์ขัดผิวก็ได้ผลคล้ายๆ กัน การผ่าตัดดึงหน้าและคอจะช่วยให้ไขมันส่วนเกินและผิวหนังที่ย้อย โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและคิ้ว และคางด้านตรงและด้านข้างจะดีขึ้นชัดเจน อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถหยุดความแก่ชราลงได้ ในระยะยาวอาจจะต้องทำการผ่าตัดเพิ่มเติมได้ ส่วนรายละเอียดของการผ่าตัดจะแบ่งเป็น 4 ส่วนของใบหน้าและการผ่าตัดดึงหน้าอาจจะทำเป็นบางส่วนก็ได้ไม่จำเป็นต้องทั้ง 4 ส่วนพร้อมกัน ขึ้นกับว่าส่วนไหนมีการหย่อนยานมาก

1. ส่วนหน้าผากและคิ้ว การผ่าตัดมีจุดประสงค์ที่จะดึงบริเวณผิวหนังส่วนหน้าผากให้ตึงขึ้นไปด้านบน จะทำให้คิ้วกลับสู่สภาพที่ยังเยาว์วัย และลดรอยย่นตามขวางบริเวณหน้าผากและรอยย่นบริเวณหัวคิ้ว โดยการตัดกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดรอยย่น ส่วนผิวหนังส่วนเกินจะตัดออกโดยซ่อนแผลไว้ในบริเวณที่มีผม

2. ส่วนรอบตาและโหนกแก้ม และแก้มข้างมุมปาก เรามักจะผ่าตัดหนังตาบนและหนังตาล่างไปพร้อมกัน โดยตัดหนังและไขมัส่วนเกินออกจากบริเวณรอบตา ส่วนรอยตีนกาทางด้านข้างของตาและโหนกแก้มก็จะผ่าตัดโดยดึงส่วนของผิวหนังและ กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังออกไปทางด้านข้างโดยการผ่าตัดอยู่บริเวณขมับในบริเวณ ที่มีผมเพื่อซ่อนรอยผ่าตัด ส่วนแก้มด้านข้างก็จะดึงออกไปบริเวณขมับเหนือใบหู ผิวหนังส่วนเกินก็จะตัดออกโดยมีแผลบริเวณร่องหน้าหู ซึ่งจะซ่อนรอยได้

3. คางส่วนกลางบริเวณใต้คางซึ่งมีไขมันย้อยอยู่ก็จะเอาออกได้โดย มีแผลเล็กๆ ใต้คาง และเย็บกระชับกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้มีสันย้อยใต้คาง นอกจากนี้อาจใช้การดูดไขมันร่วมด้วยได้ ส่วนคางด้านข้างก็จะดึงออกให้ตึงโดยแผลอยู่ที่หลังใบหู ร่วมกับการดึงคอ

4. การดึงผิวหนังบริเวณคอก็จะมีรอยผ่าตัดบริเวณไรผมทางด้านหลังหู และด้านข้าง จะซ่อนรอยผ่าตัดไว้ได้ โดยจะตัดหนังส่วนเกินออก

การ ผ่าตัดดึงหน้าเป็นการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลานาน 3-6 ชั่วโมง ถ้าต้องทำทุกส่วนทั้ง 4 ส่วน ผู้ป่วยมักต้องใช้ยาช่วยให้หลับหรือการดมยาสลบระหว่างผ่าตัดร่วมกับการฉีดยา ชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจึงต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง และควรได้รับการตรวจร่างกายและเช็คเลือด รวมทั้งเอ็กซเรย์ปอดก่อนทำการผ่าตัด และต้องไม่มีปัญหาเรื่องเลือดหยุดยาก และควรหยุดทานยาที่ทำให้เกร็ดเลือดทำงานผิดปกติ ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องเลือดออกมากกว่าธรรมดา เช่น ยาแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบอีกหลายชนิด คนไข้ที่สูบบุหรี่ก็ควรหยุดบุหรี่ก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพราะผลจากการสูบบุหรี่จะทำให้ผิวหนังช้ำง่าย และเส้นเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังมักจะไม่ดีเท่าคนปกติทำให้แผลหายช้า ถ้าเป็นเบาหวานหรือความดันสูงก็ต้องได้รับการควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อน นอกจากนี้ควรอดอาหารก่อนผ่าตัด 4-6 ชั่วโมง

การผ่าตัดไม่จำเป็นต้องโกนผมมักจะให้ผู้ป่วยสระผมและล้างหน้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคก่อนผ่าตัด

หลัง ผ่าตัดจะมีใบหน้าบวมและมีรอยช้ำประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ผู้ป่วยสามารถล้างหน้า สระผม แปรงฟัน ได้ตามปกติ ในวันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัด และจะมีการตัดไหมประมาณ 5-7 วันหลังผ่าตัด โดยทั่วไปใบหน้าจะกลับสู่สภาพปกติระหว่าง 1-3 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาเช็คเป็นระยะๆ ในช่วงที่มีบวมของใบหน้า ส่วนต่างๆ ของใบหน้าอาจจะยังดูไม่เท่ากัน แต่ทุกอย่างจะกลับสู่ปกติเมื่อยุบบวมแล้ว โดยทั่วไปผู้ป่วยควรจะพักอยู่ภายในบ้านในสัปดาห์แรกหลังผ่าตัด และอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 1-3 วันหลังการผ่าตัด

ผลข้างเคียงที่อาจ เกิดขึ้นได้ เช่น การเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มักจะเป็นผลจากการใช้ยาให้หลับหรือยาสลบ ในช่วงวันสองวันแรก อาจจะมีบริเวณใต้ผิวหนังซึ่งมีเลือดค้างอยู่ มักจะดีขึ้นเอง มีบางรายที่อาจต้องดูดออก อาจจะมีกล้ามเนื้อบางส่วนของใบหน้ายังทำงานไม่ได้ปกติ เช่น เวลายิ้ม หรือยักคิ้ว อาจจะไม่เท่ากัน มักจะดีขึ้นเองเมื่อเส้นประสาทและกล้ามเนื้อหายช้ำประมาณ 1-2 เดือน หลังผ่าตัด นอกจากนี้จะมีแผลเป็นบริเวณหลังหูอยู่นานหรือนูนได้ ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการทายาหรือฉีดยาเฉพาะที่ ส่วนในบริเวณผมอาจจะมีผมร่วงบริเวณผ่าตัดได้ แต่มักจะงอกขึ้นมาใหม่ในระยะ 2-3 เดือนหลังผ่าตัด

มักจะมีคำถามว่าควรจะดึงหน้าเมื่ออายุเท่าไร โดยทั่วไปขึ้นกับลักษณะของผิวหนังของแต่ละคนมากกว่าอายุ ถ้าผิวหนังหย่อนเร็ว อายุ 40 ต้นๆ ก็สามารถผ่าตัดแก้ไขได้ และคำถามที่ว่าการผ่าตัดดึงหน้าแต่ละครั้งจะให้ผลนานเท่าใด ก็เช่นกัน การผ่าตัดไม่สามารถหยุดยั้งขบวนการแก่ชราลงได้ แต่จะทำให้ดูใบหน้าสดชื่น อ่อนเยาว์กว่าผู้ที่มีอายุใกล้เคียงกัน หรือดีกว่า ก่อนทำการผ่าตัด

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 21:49
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

โดย นพ.นราธิป ทรงทอง ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการทำศัลยกรรมตกแต่ง

ใน ผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตใจซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งของการรับรู้เพศ ที่ไม่สอดคล้องกับเพศที่แท้จริง ทางการแพทย์เรียกว่า gender dysphoria หรือ gender identity disorder เป็นความผิดปกติที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากในปัจจุบันสังคมยอมรับคนเหล่านี้มากขึ้นทำให้เขากล้ามารับการรักษา มากขึ้นและได้ผลดี ทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

ก่อน ที่จะทำการผ่าตัดแพทย์จะต้องทำการวินิจฉัยให้ได้ก่อนว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ และสามารถจะมำการผ่าตัดได้หรือไม่โดยมีขั้นตอนการพิจารณาดังนี้

1.?ผู้ ป่วยต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมในเพศที่ตรงข้ามกับเพศจริงทางร่างกายตลอดเวลา และประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือน
2.?ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจและประเมินพฤติกรรมโดยจิตแพทย์อย่างน้อย 2 คนและหนึ่งในสองคนต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ
3.?ต้องได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเพื่อเตียมสภาพร่างกายให้อยู่ในเพศตรงข้ามเสียก่อน
4.?ก่อนผ่าตัดแปลงเพศต้องผ่าตัดส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างอวัยวะเพศเสียก่อน

เป้าหมายในการสร้างอวัยวะเพศหญิงใหม่คือ

1.?การ สร้างช่องคลอดเทียมที่มีขนาดและความลึกพอสมควรเพื่อสามารถใช้ในการร่วมเพศ ได้ในกรณีที่ต้องการแต่ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้ก็อาจไม่จำเป็นต้องสร้างให้มี ความลึกมากก็ได้
2.?สร้างรูปร่างของอวัยวะเพศใหม่ให้ดูคล้ายกับอวัยวะเพศหญิงให้มากที่สุด ได้แก่ แคมนอกและแคมใน
3.?เปลี่ยนแนวของท่อปัสสาวะให้ถูกต้องโดยเวลาปัสสาวะจะต้องพุ่งลงด้านล่าง
4.?สร้างจุดรับสัมผัสหรือคลิตอริส

ภาวะแทรกซ้อน

1.?แผล ผ่าตัดแยกหรือหายช้าหรือช่องคลอดใหม่หลุดลอกออก? พบได้บ่อยพอสมควรเนื่องจากแผลผ่าตัดมีจุดที่ต้องมีการเย็บประกอบขึ้นมาจาก ผิวหนังหลายส่วน รวมทั้งการดูแลหลังผ่าตัดที่ไม่เหมาะสมหรือการใช้งานอวัยวะเพศใหม่เร็วเกิน ไป ถ้าแผลแยกหรือหลุดลอกไม่มากอาจใช้การทำแผลไปเรื่อยๆจนแผลหายเองได้แต่ถ้า เป็นมากอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข
2.?เลือดคั่งใต้แผลผ่าตัด
3.?ช่อง คลอดตีบ หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องทำการขยายช่องคลอดอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 6-12 เดือน มิฉะนั้นก็อาจจะเกิดช่องคลอดตีบแคบได้ ถ้าเกิดใหม่ๆหลังการผ่าตัดก็อาจจะทำการถ่างขยายได้ แต่ถ้าทิ้งเอาไว้นานจนมีพังผืดแข็งก็อาจจำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดแก้ไข
4.?ช่อง คลอดตื้น เช่นเดียวกับช่องคลอดตีบถ้าเกิดในระยะหลังก็จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อ หาเนื้อเยื่ออื่นมาเสริมเพื่อเพิ่มความลึกแทน เช่น สำไส้ใหญ่ เป็นต้น
5.?ช่อง คลอดทะลุเข้าไปในลำไส้ใหญ่ ต้องแก้ไขโดยการผ่าตัด ถ้าไม่รุนแรงก็อาจจะเย็บปิดได้เลย แต่ถ้าเกิดการติดเชื้อรุนแรงก็อาจจะต้องระบายอุจจาระออกทางหน้าท้องก่อน เพื่อให้แผลรอยทะลุหายสนิทดีก่อนค่อยนำลำไส้กลับเข้าที่เดิม

ข้อควรรู้ก่อนเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ

การผ่าตัดแปลงเพศจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญอย่างสูงของ ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด โดยจากการทำงานอันยาวนานกว่า 30 ปีและเป็นที่ยอมรับทั้งจากในประเทศและนานาชาติในการผ่าตัดแปลงเพศผู้ป่วยจาก ทั่วโลก (จากชายเป็นหญิงประมาณ 3300 ราย และจากหญิงเป็นชายประมาณ 280 ราย) ของนายแพทย์ปรีชา เตียวตรานนท์ และทีมศัลยแพทย์ของ PAI
รวมไปถึงการเป็นผู้ฝึกหัดศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดแปลงเพศของประเทศไทย เป็นสิ่งยืนยันความเป็นมืออาชีพของทีมศัลยแพทย์ของ PAI
ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และจะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองหากมีอายุต่ำกว่า 20 ปี

การใช้ฮอร์โมนก่อนการแปลงเพศ

โดยทั่วไปแล้วก่อนที่คนไข้จะตัดสินใจผ่าตัดแปลงเพศ จิตแพทย์จะต้องทำการทดสอบคนไข้ก่อนว่าพร้อมที่จะใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงหรือไม่ โดยการใช้ฮอร์โมนหรือการแต่งตัวเป็นผู้หญิงร่วมอย่างน้อย 6 เดือนก่อนการผ่าตัด เป็นต้น ฮอร์โมนเพศหญิงที่จะให้กับคนไข้ได้แก่ เอสโตรเจนหรือโปรเจสเตอโรนโดยจะให้เป็น 2 เท่าของผู้หญิงทั่วไป ในขณะเดียวกันก็จะให้ยากดฮอร์โมนเพศชาย เพื่อช่วยให้รูปลักษณ์ความเป็นชายลดลงและเพื่อช่วยลดอารมณ์ทางเพศ การกดฮอร์โมนเพศชายนี้จะต้องทำอย่างต่ำ 2 ปี อย่างไรก็ตามคนไข้จะต้องตระหนักถึงผลของการใช้ฮอร์โมนในระยะยาว ได้แก่มีโอกาสที่เส้นเลือดดำจะอุดตัน หรือเป็นมะเร็งเต้านม ดังนั้นการใช้ฮอร์โมนควรอยู่ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ขั้นตอนสำคัญของการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงคือการสร้างช่องคลอดซึ่งมีทำอยู่ 3 วิธีด้วยกัน

1. การสร้างช่องคลอดจากผิวหนังอวัยวะเพศชาย ในกรณีที่คนไข้มีความยาวอวัยวะเพศมากกว่า 6 นิ้ว
2. การสร้างช่องคลอดจากผิวหนังอวัยวะเพศชายร่วมกับผิวของถุงอัณฑะ ในกรณีที่คนไข้มีความยาวอวัยวะเพศระหว่าง 2 ถึง 6 นิ้ว
3. การสร้างช่องคลอดจากผิวหนังอวัยวะเพศชายร่วมกับลำไส้ใหญ่ ในกรณีที่คนไข้มีความยาวอวัยวะเพศต่ำกว่า 2 นิ้ว หรือในกรณีที่คนไข้ต้องการให้ช่องคลอดมีความลึก
มากกว่า 8 นิ้ว
ข้อดีของการสร้างช่องคลอดจากผิวหนังอวัยวะเพศชายคือภาวะแทรกซ้อนต่ำ ไม่มีแผลเป็นให้เห็นภายนอก ซึ่งแตกต่างจากการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่ร่วมที่นอกจากจะมีแผลเป็นให้ เห็นแล้ว ยังราคาสูงและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้สูงกว่า เช่น ลำไส้รั่ว อย่างไรก็ตามการผ่าตัดโดยใช้ลำไส้ใหญ่ร่วมมีข้อดีกว่าการใช้เฉพาะผิวหนัง จากอวัยวะเพศชายคือ ช่องคลอดที่ได้มีความยืดหยุ่นกว่า มีเมือก ผิวสัมผัสเรียบ ไม่หยาบ และไม่มีขน โดยก่อนผ่าตัดคนไข้จะต้องเข้ารับคำปรึกษาจากศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดเกี่ยว กับขั้นตอนและวิธีการโดยละเอียด เพื่อพิจารณาเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับคนไข้มากที่สุด

วิธีการผ่าตัด

การผ่าตัดแบ่งเป็น 9 ขั้นตอนด้วยกันคือ
1. ทำช่องว่างบริเวณด้านหน้าต่อทวารหนักระหว่างอัณฑะและทวาร เพื่อสร้างเป็นรูเปิดช่องคลอด ความลึกของช่องคลอดที่ได้จะประมาณ 4 ถึง 8 นิ้ว (ผู้หญิงทั่วไปมีช่องคลอดลึกประมาณ 4 นิ้วครึ่ง)
2. ตัดเปิดถุงอัณฑะ และตัดอัณฑะทิ้ง
3. ตัดเปิดผิวหนังอวัยวะเพศชายตามแนวยาวโดยยังคงเก็บส่วนผิวหนังของหัวองคชาติที่ห่อหุ้มเส้นประสาทไว้
4. แยกและเก็บเฉพาะท่อปัสสาวะจากแกนกลางอวัยวะเพศชายเพื่อนำมาทำเป็นผิวที่เชื่อมต่อระหว่างคลิโตริส และ รูปัสสาวะ (floor of vulva)
5. ตัดเปิดผิวหนังส่วนหัวและท้ายของหัวองคชาติที่เก็บไว้ในขั้นตอนที่ 3 โดยเก็บแค่ส่วนผิวหนังตรงกลาง ผิวหนังส่วนนี้ต่อมาจะถูกนำมาทำเป็นคลิโตริสของอวัยวะเพศหญิง
6. นำลำไส้ใหญ่ประมาณ 15 ถึง 20 เซนติเมตรมาต่อกับผิวหนังของอวัยวะเพศชายจากขั้นตอนที่ 3 เพื่อบุเป็นผิวช่องคลอดใหม่
7. สร้างคลิโตริส (clitoroplasty) จากผิวหนังอวัยวะเพศชายที่เก็บไว้ตั้งแต่ขั้นตอนที่ 5 คลิโตริสใหม่ที่ได้นี้ยังคงมีเส้นประสาทครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้นคนไข้จะยังคงรับความรู้สึกได้เหมือนเดิมเมื่อมีเพศสัมพันธ์
8. จัดวางท่อปัสสาวะจากขั้นตอนที่ 4 ให้เป็นผิวที่เชื่อมต่อระหว่างคลิโตริส และรูปัสสาวะ ด้วยวิธีการนี้จะทำให้ได้อวัยวะเพศหญิงที่เหมือนจริง เป็นสีชมพูทั้งหมด วิธีการนี้แตกต่างจากที่ทำกันในต่างประเทศที่จะใช้ผิวหนังมาทำแทน ทำให้อวัยวะเพศหญิงที่ได้มีสีคล้ำ ไม่สวยงาม
9. ปรับแต่งรูปร่างภายนอกของอวัยวะเพศให้มีลักษณะสมบูรณ์ทั้งแคมในและแคมนอกโดยสร้างจากผิวอวัยวะเพศชายและถุงหุ้มอัณฑะ


ผลลัพธ์

ด้วยวิธีการวางท่อปัสสาวะให้เป็นผิวเชื่อมต่อระหว่างคลิโตริสกับรูปัสสาวะ จะทำให้คนไข้มีอวัยวะเพศหญิงเป็นสีชมพูโดยตลอด ซึ่งแตกต่างจากวิธีการที่ต่างประเทศทำกันที่สุดท้ายแล้วอวัยวะเพศหญิงที่ได้ จะมีสีหมองคล้ำ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้จะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของศัลยแพทย์ผู้ทำ การผ่าตัดอย่างสูง เนื่องจากท่อปัสสาวะที่ใช้มีโอกาสหดตัว ทำให้ตำแหน่งของรูปัสสาวะเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากคนไข้จะได้อวัยวะเพศหญิงที่มีสีสัน รูปร่างสมส่วนและเหมือนจริงแล้ว คลิโตริสที่ทำขึ้นมาใหม่ยังมีเส้นประสาทครบถ้วน ทำให้สามารถรับความรู้สึกได้ปกติเมื่อมีเพศสัมพันธ์

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่คนไข้มีโอกาสพบคือ มีอาการติดเชื้อ ฝีเย็บในช่องคลอดที่สร้างไว้แตก ช่องคลอดหดตัวและตื้นขึ้นเนื่องจากเกิดการดึงรั้งของบาดแผล อย่างไรก็ตามภาวะแทรกซ้อนเหล่าสามารถลดลงได้จากความชำนาญของศัลยแพทย์ผู้ทำ การผ่าตัดการที่คนไข้ปฏิบัติตามขั้นตอนการดูแลรักษาอย่างเคร่งครัด

ผลข้างเคียง
เนื่องจากคนไข้จะต้องใส่ท่อสวนปัสสาวะ จึงอาจจะทำให้รูเปิดท่อปัสสาวะบวมและปัสสาวะไม่ออกในช่วงแรกภายหลังจากถอด ท่อสวนออกแล้ว อาการเหล่านี้พบเห็นได้ทั่วไปและจะหายไปเองเมื่ออาการบวมลดลง นอกจากนี้แล้วคนไข้อาจจะประสบปัญหาเลือดออกจากบาดแผลในช่วงแรกแต่อาการจะดี ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้วประมาณ 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด

การรักษาพยาบาล

ศัลยแพทย์จะสอดท่อสวนปัสสาวะเพื่อป้องกันการตีบของท่อปัสวะที่ทำขึ้นมาใหม่ และเพื่อให้คนไข้ปัสสาวะได้สะดวกไม่กระทบกระเทือนต่อบาดแผล นอกจากนี้แล้วแพทย์จะสอดผ้าก๊อซเข้าช่องคลอดที่สร้างขึ้นใหม่ในระยะแรกเพื่อ ซับเลือดและป้องกันการหดตัวของช่องคลอดจากการดึงรั้งของบาดแผลที่เริ่ม ประสานกัน คนไข้จะต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดในการดูแลบาดแผลและช่องคลอดใหม่ โดยจะทำการตัดไหมเย็บแผล ในช่วง 7 ถึง 10 วันหลังผ่าตัด

ระยะเวลาพักฟื้น

คนไข้จะใช้เวลาพักฟื้นโดยประมาณ 4 ถึง 6 อาทิตย์จึงกลับไปทำงานได้ตามปกติ

การดูแลบาดแผล

ภายหลังจากที่ศัลยแพทย์นำผ้าก๊อซออกจากช่องคลอดแล้ว คนไข้จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการสอดเครื่องช่วยขยายช่องคลอดอย่าง เคร่งครัด การปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยลดโอกาสที่ช่องคลอดจะหดตัวจากบาดแผลที่เริ่มประสาน กัน ทำให้ช่องคลอดมีความลึกตามต้องการ ในส่วนของการทำความสะอาดบาดแผลภายนอก คนไข้จะได้รับสบู่ผสมยาฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดบาดแผลขณะอาบน้ำ ให้กดบาดแผลไว้ประมาณ 15 นาทีหากมีเลือดออกแล้วจึงใส่เบตาดีน ในส่วนของการทำความสะอาดบาดแผลภายในช่องคลอด คนไข้จะทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ 1 ลิตร ผสมกับเบตาดีน 5 ถึง 10 ซีซี แล้วปล่อยน้ำยาฆ่าเชื้อเข้าช่องคลอดตามวิธีการที่แพทย์แนะนำ คนไข้จะต้องใส่ผ้าอนามัยโดยเปลี่ยนวันละ 2 ถึง 3 ครั้งเนื่องจากอาจจะยังมีอาการเลือดซึมจากแผลอยู่ในช่วง 1 อาทิตย์แรกหลังการผ่าตัด โดยหลังจากผ่าตัดไปแล้วประมาณ 1 เดือนคนไข้จะต้องทาครีมผสมน้ำยาฆ่าเชื้อให้ทั่วภายในช่องคลอดเพื่อให้เกิด ความนุ่ม ไม่หยาบกระด้าง บาดแผลภายในจะเริ่มหายดีหลังการผ่าตัดไปแล้วประมาณ 6 เดือน ในส่วนของการรับประทานฮอร์โมนเพศหญิง คนไข้สามารถกลับไปรับประทานได้หลังผ่าตัดไปแล้วประมาณ 2 เดือน อย่างไรก็ตามเนื่องจากจะต้องมีการปรับขนาดของฮอร์โมนหลังผ่าตัด คนไข้จึงต้องเข้ารับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางต่อมไร้ท่อ

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

เนื่องจาก PAI เป็นสถาบันที่เชี่ยวชาญทางศัลยกรรมพลาสติกและการแปลงเพศที่มีความเป็นสากล และตระหนักถึงจรรยาบรรณทางการแพทย์เป็นอย่างสูง คนไข้จึงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ HBIGDA (the Harry Benjamin International Gender Dysphoria Association, Inc.) ตามมาตรฐานสากลก่อนเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ ได้แก่
1. คนไข้จะต้องมีจดหมายรับรองจากนักบำบัดจิต หรือจิตแพทย์ หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางต่อมไร้ท่อ หรือแพทย์ทั่วไป
2. งดรับประทานหรือฉีดฮอร์โมนก่อนผ่าตัด 2 หรือ 4 อาทิตย์ตามลำดับ เพื่อลดโอกาสเส้นเลือดดำอุดตัน อย่างไรก็ตามการงดฮอร์โมนนี้จะต้องอยู่ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์อย่างเคร่ง ครัด
3. ตรวจร่างกายโดยละเอียด 3 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ โดยคนไข้จะต้องผ่านการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ตรวจเม็ดเลือด HIV เกลือแร่ น้ำตาล การทำงานของตับและไต ตรวจปัสสาวะ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น
นอกจากนี้แล้วคนไข้จะต้อง
1. แจ้งอาการแพ้ยา ยาหรืออาหารเสริมที่ใช้ในปัจจุบันก่อนเข้ารับการผ่าตัดหากมีโรคประจำตัว โปรดแจ้งศัลยแพทย์ล่วงหน้า
2. งดแอสไพริน (aspirin) ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) และวิตามินอี ล่วงหน้า 2 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด
3. งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 2 อาทิตย์ และหลังผ่าตัด 4 อาทิตย์
สำหรับคนไข้ที่ติดเชื้อ HIV สามารถเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศได้ แต่จะต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย ด้านอุปกรณ์พิเศษ 30 % จากปกติ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก pai.co.th

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 21:47
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

การเสริมคาง

เสริมคาง (Genioplasty)

การเสริมคางเป็นอย่างไร
เป็นการเสริมในส่วนของคางให้ยื่นออกมาด้านหน้าและยาวขึ้นเพื่อรับกับส่วนอื่นของใบหน้า วิธีที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบันได้แก่การเสริมด้วยแท่งซิลิโคนและการผ่าตัดเลื่อนกระดูกคาง

การผ่าตัดเสริมคางวิธีไหนดีกว่ากัน
การเสริมด้วแท่งซิลิโคนสามารถทำได้ง่ายกว่าเนื่องจากเป็นการผ่าตัดเล็กและมีแผลเพียงเล็กน้อยบริเวณร่องเหงือก สามารถปรับแต่งรูปทรงของคางได้ง่ายกว่า อีกทั้งในกรณีที่ไม่ต้องการก็สามารถถอดออกได้ทันที ส่วนการเลื่อนกระดูกคางเป็นการผ่าตัดใหญ่และต้องใช้โลหะเพื่อยึดตรึง เป็นการเปลี่ยนรูปที่ถาวร การแก้ไขในภายหลังทำได้ยากกว่า

การเสริมคางด้วยการฉีดซิลิโคนเข้าไปจะดีกว่าหรือไม่
ไม่แน่นอน เนื่องจากซิลิโคนเหลวเป็นสารต้องห้ามในการนำเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไปสารเหล่านี้จะรวมตัวกันและไหลลงมาสู่ปลายคางทำให้ คางยาวเหมือนแม่มด การแก้ไขทำไ้ด้ยากลำบากมากเนื่องจากเนื้อเยื่อปกติจะถูกผสมเข้าไปกับเนื้อซิ ลิโคนไม่สามารถแยกออกจากกันได้

การใช้สารเติมแต่งตัวอื่นๆที่ไม่ใช่ซิลิโคนฉีดเสริมคางจะปลอดภัยหรือไม่่
สารเติมแต่งประเภทคอลลาเจนมีแพทย์หลายท่านนำมาใช้ฉีดเพื่อเสริมคางเช่นกัน แต่มักอยู่ได้ไม่นาน 2-3 เดือน ก็สลายไป สารที่อยู่ได้นานมักมีส่วนของซิลิโคนผสมอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งในที่สุดก็อาจก่อให้เกิดปัญหาเดียวกับการฉีดซิลิโคนก็ได้ ดังนั้นก่อนที่จะฉีดสารเติมแต่งเข้าบริเวณคางคงต้องศึกษาสารนั้นๆให้ดีเสียก่อน

ในกรณีที่แก้มตอบหรือขมับตอบจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง
การฉีดไขมันของตนเอง(Lipolift) เป็นคำตอบที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นการย้ายเซลไขมันจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ไม่ต้องมีสารแปลกปลอมใดๆเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำไลโปลิฟท์ นอกจากเป็นการเติมส่วนที่ขาดแล้วยังสามารถช่วยปรับแต่งรูปหน้าและยกกระชับใบ หน้าให้ดูอ่อนเยาว์ได้ด้วย

ทำไมบางรายที่ไปฉีดไขมันมาแล้ว ไขมันหายไปหมด
ประมาณ 40-50 % ของไขมันที่ถูกฉีดเข้าไปมักสลายตัวไป ส่วนที่เหลือก็จะเจริญเติบโตเหมือนไขมันทั่วๆไป โอกาสที่ไขมันจะสลายไปมักขึ้นกับเทคนิกในการเตรียมเซลไขมัน เทกนิกการย้ายเซลไขมันรวมถึงปริมาณไขมันที่ใช้ ดังนั้นการที่ไขมันหายไปหมดแสดงว่าทำไม่ถูกวิธี

ไขมันส่วนไหนที่จะถูกนำไปใช้ และใช้ไขมันของคนอื่นได้หรือไม่
โดยปกติแล้วสามารถนำไขมันออกมาใช้ได้จากทุกส่วนของร่างกายที่มีไขมันสะสม ตำแหน่งที่นิยมกันได้แก่ หน้าท้อง ต้นขาและรอบเข่า ไม่สามารถนำไขมันจากคนอื่นมาใช้ได้เลย เพราะจะเกิดการต่อต้านของเนื้อเยื่อเกิดขึ้น

ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ไขมันเพื่อการตกแต่งเพิ่มเติมจะทำอย่างไร
โดยปกติแล้วจำเป็นต้องทำการเตรียมเซลไขมันขึ้นใหม่หรือพูดง่ายๆก็คือ การดูดไขมันเพื่อการใช้ครั้งใหม่นั่นเอง แต่ที่ พี แคร์ คลินิก สามารถทำการเก็บรักษาเซลไขมันที่นำออกมาในครั้งแรกได้เป็นเวลาถึง 1 ปี ดังนั้นจึงสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทันที ทำให้ไม่ต้องเจ็บตัวและมีระยะการหายที่เร็วขึ้น

การแก้ไขใบหน้าให้ดูเรียวขึ้นจะทำได้หรือไม่อย่างไร
ต้องวินิจฉัยให้ได้ก่อนว่าหน้าที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือรูปกลม และมีสาเหตุมาจากส่วนใด ซึ่งในกรณีของหน้ากลมมักเกิดจากไขมันที่พอกพูนเป็นหลัก แต่ในกรณีของหน้าเหลี่ยมอาจเกิดจากกระดูกกรามที่ี่กว้างหรือกล้ามเนื้อกรามที่หนากว่าปกติ ในบางกรณีอาจมีหลายๆสาเหตุร่วมกันอยู่

อยากให้หน้าเรียวขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดจะได้หรือไม่
ในกรณีที่เกิดจากกระดูกกรามใหญ่คงหลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้ยาก แต่ถ้าเป็นกล้ามเนื้อกรามที่ใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยการฉีดยาเพื่อลดขนาด ของกล้ามเนื้อลง ซึ่งได้ผลดีมาก ในรายที่มีทั้งกระดูกกรามที่ใหญ่และกล้ามเนื้อกรามที่โต การลดขนาดกล้ามเนื้อกรามเพียงอย่างเดียวก็ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามการพิจารณาการรักษาด้วยการฉีดยาดังกล่าวควรอยู่ในดุลยพินิจของ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เป็นหลัก เนื่องจากถ้าไม่พิจารณาให้ดี แทนที่จะได้”หน้าเรียว”กลับจะได้ ” หน้าตอบ”แทน

การฉีดยาที่ใช้ลดหน้าเหลี่ยมมีความปลอดภัยหรือไม่อย่างไร
ยาที่ใช้อยู่ในกลุ่มโบทูลินุ่มท็อกซิน ซึ่งเป็นยารักษาโรคที่ใช้กันมานานหลายปี มีความปลอดภัยสูงและได้ผ่านอย.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การลดหน้าเหลี่ยมด้วยการฉีดยาจะเห็นผลเมื่อไหร่ และจะถาวรหรือไม่
จะเริ่มเห็นผลหลัง 1 เดือนไปแล้ว แต่ผลที่ได้จะไม่ชัดเจนมากนัก ต้องถ่ายรูปเปรียบเทียบจึงจะเห็นความแตกต่าง ประมาณ 3 เดือนจะเห็นผลอย่างชัดเจน ส่วนจะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้นพบว่าบางรายอยู่ได้นาน 2-3 ปี แต่โดยทั่วไปหลังหนึ่งปีไปแล้วกล้ามเนื้ออาจค่อยๆโตกลับมาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมในการรับประทานของคบเคี้ยวด้วย

หน้าอูมและกลมอยากให้ดูเรียวขึ้น
การผ่าตัดเอาถุงไขมันที่กระพุ้งแก้มเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถลดความกลมของใบหน้าลงได้ นอกจากนี้การฉีดยาสลายไขมันบริเวณใบหน้า ที่เรียกว่าไลโปไลซ์ (Lipolyse) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมเป็นพิเศษแล้วเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก p-care.com

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 21:44
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

การตัดปีกจมูก(alar dissection) ตัดเพื่ออะไร และวิธีการที่ใช้ในปัจจุบันคืออะไร?

ปีกจมูก คือ ส่วนที่เป็นกระดูกอ่อน (cartilage) ของจมูกและกางออกมาเป็นปีก 2 ข้าง ประกอบเป็นส่วนหลังคาของรูจมูก

ในบางคนที่ปีกจมูกกว้างเกินไปก็จำเป็นที่จะต้องตัดและตกแต่งใหม่เพื่อให้ได้ สัดส่วนที่สวยงาม การตัดปีกจมูกออกมากน้อยเพียงใด

นอกจากจะคำนึงถึงความสวยงามแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความสะดวกในการหายใจด้วย เพราะการตัดปีกจมูกออกมากเกินไป

จะทำให้รูจมูกเล็กลงมากจนทำให้หายใจได้ลำบาก

วิธีการศัลยกรรม ตัดปีกจมูกอาจทำได้ 2 วิธี คือ

การตัดจากภายในรูจมูก

วิธีนี้จะค่อนข้างยากสำหรับศัลยแพทย์ แต่มีข้อดี คือ จะไม่เห็นรอยแผลเป็น

อีกวิธี 1 คือ การตัดที่ภายนอกปีกจมูก……!!

วิธีนี้สะดวกในการทำ แต่คนไข้จำเป็นต้องดูแลแผลให้ดีเพื่อหลีกเลี่ยงแผลเป็นในระยะยาว

การตัดปีกจากภายในหรือภายนอกขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสม

ขอขอบคุณ เครดิตข้อมูลจาก http://www.kusolfacial.com/service01_a.php?id=1
http://www.dungdong.com

Tags: ,




กุมภาพันธ์ 18th, 2010 at 21:39
Posted By: fiatza
Posted in: ศัลยกรรม

ผ่าตัดแก้ไขหูกาง

เกี่ยวกับการผ่าตัดผ่าตัดแก้ไขหูกาง

การผ่าตัดแก้ไขปัญหาหูกางสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 4 ปีเป็นต้นไป เนื่องจากเป็นช่วงที่ใบหูมีการพัฒนาเต็มที่แล้ว การผ่าตัดทำเพื่อแก้ไขใบหูที่กางผิดปกติเมื่อมองจากข้างหน้า หรือปรับให้การกางของใบหูทั้งสองข้างเท่ากัน

วิธีการผ่าตัด

ศัลยแพทย์จะทำแนวเส้นผ่าตัดที่ด้านหลังใบหู ผิวหนังส่วนหนึ่งจะถูกตัดออกทำให้ต้องดึงผิวหนังบริเวณแนวเส้นผ่าตัดเข้ามา ชิดกันเพื่อเย็บ วิธีการนี้จะเป็นการดึงใบหูให้เข้ามาแนบชิดศีรษะมากขึ้น ทำให้หูหายกาง ข้อดีของการทำแนวเส้นผ่าตัดด้านหลังใบหูคือจะมองไม่เห็นบาดแผลเมื่อหายแล้ว เนื่องจากถูกซ่อนเอาไว้

ผลลัพธ์

คนไข้จะมีใบหูที่ไม่เป็นจุดเด่นและรับกับหน้ามากขึ้น จึงไม่จำเป็นจะต้องไว้ผมยาวปิดใบหูอีกต่อไป

การใช้ยาระงับความเจ็บปวดก่อนผ่าตัด

ฉีดยาชาเฉพาะที่

ศัลยแพทย์จะปิดผ้าพันแผลไว้ให้โดยประมาณ 2 ถึง 3 วัน แต่คนไข้ควรจะสวมผ้าพันแผลหลวมๆไว้รอบศีรษะประมาณ 1 ถึง 2 อาทิตย์หลังผ่าตัด เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนและให้บาดแผลหายเร็วยิ่งขึ้น คนไข้อาจจะประสบปัญหาบาดแผลบวมหรือปวด อาการเหล่านี้สามารถบรรเทาลงได้โดยการสั่งยาของศัลยแพทย์

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

- โปรดแจ้งอาการแพ้ยา ยาหรืออาหารเสริมที่ใช้ในปัจจุบันก่อนเข้ารับการผ่าตัด
- หากมีโรคประจำตัว โปรดแจ้งศัลยแพทย์ล่วงหน้า
- งดแอสไพริน (aspirin) ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) และวิตามินอี ล่วงหน้า 2 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด
- งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 1 อาทิตย์ และหลังผ่าตัด 1 อาทิตย์

ที่มา pay.co.th

Tags: ,